วันจันทร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2553

นิทานก่อนนอน เจ้ามดแดง กับ เทวดากบ





กบตัวหนึ่ง วนอยู่ในกะลาที่เชื่อว่าตัวมันเองนั้นเป็นหนึ่งเดียวที่ประเสริฐที่สุด สัตว์ตัวอื่นใดที่อยู่ร่วมกะลาเดียวกับมันจะใหญ่กว่ามันไม่ได้ โดยเฉพาะเจ้ามดแดงที่อยู่ศัยในกะลานั้นด้วยแล้วโดนมันกล่อมโดยสั่งสอนอย่างฝังหัวให้นับถือเจ้ากบ อย่างเป็นเทวดา เนื่องด้วยเห็นว่ากบสามารถปิดฟ้าปิดฝนได้ จะเป็นวันหรือคืนเจ้ากบสามารถควบคุมได้ทั้งหมด เหล่ามดแดงในกะลานั้นมันยอมมอบตัวและใจให้กบจับกินเป็นอาหารและควบคุมทุกอย่างเบ็ดเสร็จ เพราะไอ้เจ้ากบมันคิดผิดไปว่ารูกะลาคือพระอาทิตย์และมันก็สามารถควบคุมอะไรก็ได้แค่ทำตัวให้พองปิดรูกะลานี้เสีย ทุกอย่างก็มืดมนอนธการ และถ้าเจ้ามดแดงตัวใดที่รู้ว่าบนกลางกะลาเป็นแค่รูเจ้ากบก็จับกินจนหมด โดยไม่มีมดตัวไหนรอดพ้นกะลามันไปได้ และมันก็คิดไปมันนี่ยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน

แล้ววันหนึ่งมันเป็นเวลาเที่ยงตรงพอดี มีฝูงโคผูงใหญ่ผ่านมาเพื่อเลมหญ้า แล้วโคตัวหนึ่งได้เกิดสดุดกับกะลาในนั้นพอพี มีเหตุให้กะลาใบนั้นเปิดออกมดแดงถึงกับช็อค......เพราะแสงแดดตอนกลางวันทำให้โลกโดยรอบสว่างไสวสวยงาม กว้างใหญ่นอกเหนือกว่ากะลาที่มันเคยอยู่และถูกกดขี่จากเจ้ากบ โดยเจ้ามดแดงนั้นพร้อมใจกันปรึกษาและพร้อมกันหนี เจ้ากบตัวนั้นเห็นแล้วก็กลัวจะเสียผลประโยชน์จากการที่มดเหล่านี้ไม่อยู่ในโอวาสอีกต่อไปแล้ว จึงทำการคำรามและข่มขู่ต่างๆนาๆพองตัวและจับเจ้ามดแดงกินเป็นจำนวนมาก สุดท้ายเจ้ามดแดงกลุ่มเล็กๆเหล่านั้นได้รู้ว่าถูกเจ้ากบหลอกลวง ทำให้มันทนไม่ได้อีกต่อไปกับความไม่เป็นธรรมที่มันได้รับมานาน เหล่าเจ้ามดแดงจึงตัดสินใจเข้าทำการต่อสู่กับเจ้ากบอย่างตะลุมบอน ในเวลาเดียวกัน งูและสัตว์อื่นๆได้ยินเสียงอันยิ่งใหญ่ของเจ้ากบ ก็ต่างเริ่มจับตามามองไปที่ตัวกบตัวนั้นอย่างแปลกประหลาด เพราะว่าธรรมดาแล้วสัตว์ที่อ่อนแอ อย่างกบจำเป็นต้องหลบในรูอย่างเงียบๆตามธรรมชาติถึงจะปลอดภัย แต่เนื่องด้วยอาการอยู่ในกะลามานานจึงทำให้ตัวมันคิดว่าไม่มีใครสู่มันได้ เลยถือดีอวดเก่งคิดอาจหาญ คำรามด้วยเสียที่มันคิดว่ามันเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด สุดท้ายในความดุและความโลภของมัน ทำให้เหล่ามดและสัตว์ต่างๆข้างนอกกะลาโดยไม่จำกัดพันธุ์ใดเห็นความไม่เป็นธรรมจึง เข้าต่อสู้ร่วมกับมดแดงในกะลาที่เคยถูกเจ้ากบกดขี่มานานเหล่านั้น และร่วมกันเข้าทำร้ายและกัดกินกบตัวนั้นเป็นอาหารลงในที่สุด นิทาน(อีกบ)เรื่องนี้ เอาไว้อ่านให้เด็กๆ ก่อนเข้านอน และสอนให้รู้ว่าฟ้าไม่อาจกั้นด้วยมือฉันใด รูกะลาก็เป็นรูกะลาไม่ใช่พระอาทิตย์ฉันนั้น เมื่อความจริงปรากฎออกมาแล้วจำต้องปรับตัวให้ทันต่อสถานะการณ์หาทางเอาตัวรอดจะเป็นผลดี ถ้ายังไม่หยุดความโลภ ตั้งสติอะไรไม่ได้ ก็ต้องมีผลลัพธ์เป็นแบบอย่างเจ้ากบตัวนี้ล่ะน้าาาาาาา......................

วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ขอให้คนไทยจงเจริญ


ในวาระดิถี ขึ้นปีใหม่ ให้ชาวไท ทิ้งทุกข์ สนุกสนาน ทิ้งเกลี่ยดทิ้งศัตรู ทิ้งภัยพาล
ขอให้สำราญ เป็นสุข สวัสดี ตลอดปี ๒๕๕๓ ด้วยกันเทอญ
ขออวยพร ให้ทุกๆ ท่าน ที่เป็นคนไท และผู้เข้าใจภาษาไท และพูดภาษาไทได้ ด้วยใจจริงโดยกระผมขออวยพร ให้กันและกันเอง อย่างนี้ ก็คงไม่ผิดอะไรใช่ไหมครับ เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึง
ความหวงใย และอาทร กันในหมู่คนไท ไม่เฉพาะคนไทในประเทศไทย อย่างเดียว ขอให้รวมไปถึง พี่น้องไทที่ ประเทศอื่นด้วย
เช่น ในพม่า และ ในมนฑลยูนานประเทศจีน และ เพือน รัก ชาวลาว ด้วย ในฐานะ ญาติมิตร ชิดเชื้อกันมาอย่างยาวนาน
ขอให้ปีใหม่นี้เป็นปีแห่งความสุขและสันติอย่างแท้จริง ขอความสมานฉันท์ และ ความเท่าเที่ยมกัน จงบังเกิดขึ้น ขอความยากแค้นใดๆของ ชาวนาชาวไร่ จงคลีคลาย ขอให้พวกที่ชอบทำนาบนหลังควาย และหลังคน ต่างรู้สำนึก และเลิกปฏิบัติเสีย ขอโอกาส ในการลืมตาอ้าปาก แก่ผู้ที่ยากไร้ จงได้รับความเท่าเทียม และมีปัญญา หาหนทางแห่งความสุขแก่ชีวิต โดยการไม่เบียดเบียนผู้อื่นเถิด

การขอเป็นอาการแห่งการหวัง แต่ถ้าหวังอย่างเดียวอย่างนี้ คงจะได้ยากหากไม่ปฏิบัติเหตุให้สมกับการที่จะได้รับผล ที่ตนปราถนา
กระผมจึงได้เขียนบทความเหล่านี้มา หวังได้ว่าเป็นทางสีทองส่องอำไพ คือการกระทำการใดๆ แล้ว ขอให้ท่านแนวแน่ในหนทางจักทำได้ มีสติระลึกอยู่กับตัวไป ทั้งกับใช้ปัญญาหาความจริง นี้เป็นการทำชีวิตให้คลายทุกข์ ทำให้สุขโดย ศิลปศาสตร์ โดยรูปธรรมได้
ศาสตร์แห่งศิลป์ ศิลป์แห่งศาตร์ ให้นำใช้ ชีวิตนี้จะมีค่าได้เป็นอนันต์
ท้ายนี้ กระผมขอส่งความสุขกับภาพ กาลเล่นกลองยาว ของเก่าของชาวไท ครับ

วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

กรุข่าห์ ทหารยอดนักรบ

ทหารกรุข่าที่ประจำการในกองทัพบกอังกฤษในปัจจุบัน
พระฤาษี โกรักห์นาตท์

กรุข่า(Grukha) หรือเรียกว่า กอรคาห์ (Gorkha) ,กรูกา(Ghurka) เป็นชื่อที่ใช้เรียก กลุ่มคนจากประเทศแถบเนปาล และ แถบตอนเหนือของประเทศอินเดีย พวกเขานั้น ได้รับสมญานามนี้ ตั้งแต่ ศตวรรษ ที่ ๘ จากเทพเจ้านักรบของฮินดู นามว่า กูรู โกรักห์นาตท์ (Guru Gorakhnath) ซึ่งท่านเป็นอาจารย์แห่งลัทธิ บุพผาลาวัลย์ Bappa Rawal กำเนิดโดย ราชกุมาร Kalbhojหรือ ราชกุมาร Shailadhish ,มีถิ่นฐานแถบ Mewar, Rajasthan (Rajputana) บุพผาราวัลย์

โดยเขาเหล่านี้ได้สืบทอดลูกหลานต่อมา จาก บุพผา ลาวัลย์ ได้เคลื่อนย้าย ถิ่นฐานลงมาทาง ตะวันออก จึงได้มาพบกับ ถิ่นฐานพำนัก คือ กอร์ค่า Gorkha โดยเหล่านี้เป็นการเริ่มต้นเป็นราชวงศ์เนปาลในเวลาต่อมา ในแคว้น กอรคา ห์ นี้ เป็น หนึ่งใน ๗๕ แคว้นของเนปาล

กรุข่า เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี จากประวัติศาสตร์ของความกล้าหาญ และ แข็งแกร่ง ใน กรมทหาร กรุข่าห์ ของ กองทัพบก อินเดีย และ กองพลน้อยทหาร กรุข่าห์ ของกองทัพบก แห่ง สหราชอาณาจักร โดยทหารกุรข่า นี้ยังได้รับ สมญานาม จาก นายทหาร อังกฤษ ว่า ชนเผ่าแห่งนักรบ โดยคำคำนี้ได้รับการขนานนามจาก นายทหารอักกฤษ ช่วงสมัย อาณานิคม อังกฤษ/ อินเดีย
Guru Gorakhnath ได้อธิบาย จากลักษณะ ความคิดที่เป็นธรมชาติแห่งการ ป้องกันตนเองจากภาวะสงคราม และ ความสามารถ ในการทำงานหนักได้เป็นเวลายาวนาน โดยชาวกุรข่า จะทำการต่อสู่ปะทะอย่างเหนียวแน่นในการรบ เกาะติดกับข้าศึก และมีไหวพริบทางการทหารเป็นอย่างดี ทางกองทัพอังกฤษ ได้เรียกเกณฑ์ ชาวเผ่าแห่งนักรบ เหล่านี้เข้าประจำการ ในกองทัพบก อังกฤษ /อินเดีย จากคำบอกเล่าของ หัวหน้าเสนาธิการ ของ กองทัพบกอินเดีย นายพล Marshal Sam Maneshaw กล่าวเกี่ยวกับทหาร กรุข่าว่า ( ถ้ามีใครพูดว่าเขาไม่เคยกลัวตาย ถ้าเขาผู้นี้ไม่โกหก ละก็ เขานี้แหละทหาร กรุข่า )

คำทางนิรุกติศาสตร์
คำว่า กอร์คา Gorkha นี้ได้รับมาจากรากศัพท์ภาษา ปรากฤษ +๑ จากคำว่า โก รัคคาห์ "go rakkha" (สันสกฤษ โกรักษา gau-rakṣa, แปรว่า "cow-protector" ผู้ปกป้องโค ) และได้ถูกเรียก โดย กูรู โกรักห์นาตท์ Guru Gorakhnath, ผู้นำทางจิตวิญญาณ ของ ชนเผ่า กอร์คา โดยเป็นสมญานามสำหรับผู้ที่นับถือ

ประวัติ
กรุข่า นี้มีที่มาจากลัทธิทางศาสนา พราห์ม ฮินดู ในตอนเหนือของประเทศอินเดีย ซึ่งปัจจุบันคือด้านตะวันตกของ ประเทศเนปาล กูรู โกรักห์นาตท์ ( Guru Gorkhanath ) ได้มีลูกศิษย์เป็นเจ้าชายราชบุต โดยมีตำนานกล่าวไว้ในสำนัก บุพผา ราวัลว่า กำเนิดโดย ราชกุมาร กาลโบหช (Kalbhoj)/ ราชกุมาร ชายลาดิสห์ Shailadhish ,มีถิ่นฐานแถบ เมวาร์( Mewar) โดยเป็นต้นกำเนิด ของกุรข่า และไว้กล่าวเกี่ยวกับ บรรพบุรุษ ของ ราชวงษ์เนปาลในปัจจุบันด้วย
กรมทหารราชพัต หรือ ทหารรักษาพระองค์ ของ อินเดีย ปัจจุบันยังคงมีอยู่โดยผู้ที่จะมาเป็นต้องมีประวัติมาจากเชื่อสายและเคยรับราชการราชพัตมาก่อน

+๑ภาษา ปรากฤษ เป็นภาษาโบราณกลุ่มหนึ่งในอินเดียสมัยโบราณ จัดอยู่ในภาษากลุ่มอินโด-ยูโรเปียน (อินเดีย-ยุโรป)ในสาขาย่อย ภาษากลุ่มอินโด-อิเรเนียน (อินเดีย-อิหร่านคำว่า ปรากฤต ในภาษาสันสกฤต นั้น หมายถึง ธรรมชาติ ปกติ ดั้งเดิม หรือท้องถิ่น ฯลฯ นักภาษาศาสตร์จึงสันนิษฐานว่า ภาษาปรากฤต น่าจะหมายถึงภาษาที่มีวิวัฒนาการโดยธรรมชาติตามกระบวนการทางภาษา ซึ่งตรงข้ามกับภาษา สันสกฤต ที่หมายถึง ขัดเกลาแล้ว อันเป็นภาษาที่ได้รับการวางระเบียบกฎเกณฑ์โดยนักปราชญ์
ชาวกุรข่า ส่วนใหญ่ เป็นพวก ธากูริ/ราชพัต (รวมทั้ง คนในราชวงค์ ชาห์ และ ราชวงค์รานา ของเนปาล ) และเป็นกลุ่มเผ่าพันธุ์ เชตริ และ พราห์มิน ด้วย แต่ในปัจจุบันที่ ทหารกรุข่า ส่วนใหญ่ จะมาจากเผ่า ลิมบู, ไร, กูรุง และ มาการ์ โดยพวกเขาเหล่านี้เข้าร่วมกับ กรุข่า มาตั้งแต่ ศตวรรต ที่ ๑๗ ในสมัยที่ยังมีการปกครองโดยกษัตริย์กรุข่า แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน ชาวกรุข่า ส่วนใหญ่ เป็นชาวเผ่า ธากูริ และ เชตริส ที่เป็นนายทหารกรุข่า ในประเทศเนปาล ในขณะที่กำลังทหารส่วนใหญ่จะมาจากเผ่า ลิมบู, ไร,
กูรุง และ มาการ์ เหล่านี้เป็นการรวม ของเหล่านักรบ จากหลายๆ เผ่า จนเป็น หน่วยทหารกรุข่า จากการเป็นส่วนหนึ่ง ของอินเดีย ใน ศตวรรษ ที่ ๑๘
ตำนานกล่าวถึง บุพผา ราวัลย์ ในสมัยเป็นเด็ก เขาได้หายตัวไป อย่างลึกลับ แต่เมื่อ เขากลับมา ในลักษณะ เทพนักรบ ในระหว่าง การล่าสัตว์ กับเพื่อนๆ ในป่า ของ ราชาสถาน โดย บุพผา ลาวัลย์ จะอยู่ข้างหลัง และคอยดูแลอย่างใกล้ชิด สำหรับการเป็นเทพแห่งสงคราม และ เมื่ออาจารย์ โกรักห์นาตท์ ได้ตื่นขึ้น จากการเข้าฌาณสมาบัต เขาพอใจในการอุทิศตน ของบุพผา ราวัลย์ อาจารย์ท่านได้ มอบ มีด กูกริ (กูหกูริ) โดยมีลักษณะ ใบมีดโค้งมน และเป็นสัญลักษณ์ ของ กรุข่า ตำนาน กล่าวต่อว่า เขาได้บอกให้บุพผา และ พวกพ้อง ว่าต่อจากนี้ไปให้เรียก ตนว่า กรุข่าหาส คือ ศิษย์ ของ อาจารย์ โกรักห์นาตท์ และ ผู้ที่มีความกล้าหาญจะเป็นที่รู้แจ้งแก่ชาวโลก อาจารย์ ยังได้สั่งสอบอบรม บุพผา ราวัลย์และ พรรคพวกกรุข่าให้หยุดยั้ง การรุกรานของ ชาวมุสลิม
ที่ทำการบุก อัฟกานิสถาน(ในขณะเวลานั้นยังเป็นชาติที่นับถือ ฮินดู กับ พุทธ )
บุพผา ราวัลย์ บุพผา ราวัล กับ พรรคพวกได้ ทำการปลดปล่อย อัฟกานิสถาน ในเวลาต่อมา

จุดกำเนิด ชื่อ แกนดาห์รา จากปัจจุบันเปลี่ยนเป็น กานดาหาร์ ก็มาจากพวกเขาเหล่านี้เช่นกันและ พรรคพวกชาวกุรข่า ได้หยุดยั้งการรุกราน จากพวกอิสลาม ในศตวรรษที่ ๘ โดยสมัยนั้นยังเป็นส่วนหนึ่งของประเทศอินเดีย และยังมีตำนานกล่าวอีกว่า บุพผา ราวัล ( คาลโบช) ได้รุกไปถึง อิร่าน อิรัก อีกด้วย
ยังมีความเข้าใจผิดบางประการ เกี่ยวกับ กรุข่า โดยการได้นำชื่อ ของ แคว้น โกรคา ของเนปาล มาใช้ โดยแคว้นนี้แท้แล้วได้ก่อตั้งหลังจากที่มีชาวกรุข่า มาอาศัยอยู่ก่อนแล้ว ในก่อน ปี ๑๕๐๐ พวกบุพผาราวัลย์ ได้ขยายตัวลงมาทางทิศตะวันออก และเข้าครอบครอง รัฐเล็กๆ ในปัจจุบันเป็นของเนปาล ด้วยการตั้งชื่อ โกรคา เพื่อการให้เป็นเกียรติ ของ เทพเจ้าของเขา โดยในปี ๑๗๖๙ โดยตลอดมา ได้มีการปกครอง จากกษัตริย์เรื่อยมา คือ ศรี พานช , มหารราช ดิราช พริทวิ นารายัน ชาเดฟ (๑๗๖๙- ๑๗๗๕) ราชวงศ์ โกรคา ได้ทำการปกครองพื้นที่ดังกล่าวในปรเทศเนปาลปัจจุบัน จนยกเลิกระบบกษัตริย์ในเวลาต่อมา ซึ่ง พวกเขาเหล่านี้ จะนับถือศาสนาฮินดู แม้ว่า บางตำบลจะ เป็น ลักษณะหมู่บ้านยังมีนักรบ รัชพุต และ โกรหานาตห์ เหลืออยู่
สงครามของชาวกรุข่า ปี (๑๘๑๔- ๑๘๑๖) ด้วยการรบระหว่าง กองทัพ จาก บริษัท อักฤษอินเดียตะวันออก) พวกอังกฤษ ประทับใจในการรบของชาวกรุข่า เป็นอย่างมาก หลังจากสถานการณ์การรบแบบคุมเชิงและไม่สามารถเอาชนะกับชาวกรุข่าห์ได้ จึงทำให้เปลี่ยนวิธีการให้เนปาลเป็นรัฐในอารักขา ของอังกฤษ ต่อมายังได้ทำการว่าจ้างนักรบชาวกรุข่า ให้เป็น นักรบรับจ้าง ในเนปาล (ในช่วงแรกยังไม่ยอมรับ นักรบรับจ้าง ณ พื้นที่แถบอัสสัม แต่หลัง จากนั้น ได้มีการจัดการตั้ง กรมทหารกรุข่าขึ้น ใน กองทัพ บริษัทอินเดียตะวันออก ด้วยการขออนุญาต จากรัฐมณตรี Shree Teen Shree Teen (3) Maharaja (Maharana) Jung Bahadur Rana โดย รานา เป็นนายกรัฐมณตรีคนแรก ซึ่งเป็นคนที่ตั้งกฎ Rana oligarchi ในเนปาล และเขายังเป็นหลานชายของ ผู้ที่เป็นที่นับถือในฐานะฮีโร่ ของชาวเนปาล และนายกรัฐมนตรี Bhimsen Thapaด้วย จุดเริ่มต้น ของ Jung Bahadur โดย การที่ พี่น้องของ ราโนดิพ ซิงห์ ได้นำการปฏิวัติสังคมเนปาลใหม่ และทำการยกเลิกทาส ,ลดบทบาทการจัดชั้นวรรณะและ จัดให้มีการศึกษาสำหรับภาคประชาชน และ อื่นๆ แต่ความฝันเหล่านี้ได้พังทลายลงจากการรัฐประหาร ปี ๑๘๘๕ โดย หลานชายของ Jung Bahadur และ Ranodip Singh (the Shumshers J.B., S.J.B. หรือ Satra( ๑๗) Family) โดยได้ทำการสังหาร Ranodip Singh และหลานชายของ Jung Bahadur ขโมยชื่อของเขาและเข้าปกครองประเทศเนปาล โดยกฎหมายของ Shumshers Rana ซึ่งได้ทำให้ประเทศเนปาลเข้าสู่ยุคมืดอีกครั้ง ลูกหลานของ Jung Bahadurและ Ranodip Singh ได้ทำการหลบหนีการรัฐประหาร ในปี ๑๘๘๕ จากประเทศเนปาล สู่ประเทศอินเดียในเวลาต่อมา

วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ประเทศไทยอะไรเปลี่ยนแปลง



พระเจนดุริยางค์

ประเทศไทย รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย เป็นประชารัฐ ผไทย ผองไทย ทุกส่วน
(ประเทศไทย มีคนไทยหลายเผ่าพันธ์มาหลอมร่วม กันในแผ่นดินเดียวกัน เป็นรัฐแห่งประชาชาติ ของ ประชาชนชาวไทย ในทุกๆที่ของประเทศไทย โดยไม่จำกัดศาสนา) อยู่ดำรงค์ คงไว้ได้ทั้งมวล ด้วยไทยล้วนหมายรักสามัคคี (จะอยู่ได้คง เพราะจากด้วยคนไทยทั้งหลายนั้นมีความสามัคคี)
ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด (คนไทยเรานี้มีนิสัยอย่างหนึ่งคือไม่ชอบรุกรานใคร อยู่อย่างเรียบง่าย แต่ถ้ามีเหตุแห่งการถูกเอาเปรียบเมื่อไร ก็จะไม่ยอมจะต้องต่อสู่ให้ถึงที่สุด และในสภาวะการส่งครามก็จะไม่ครั่นคราม ต่อความตาย ) เอกราชจะไม่ให้ใคร่ข่มขี่ สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี (คนไทยชอบความมีอิสระภาพ ไม่ชอบอยู่ใต้อาณัติใคร และพร้อมที่จะยอมตายเพื่ออิสระภาพแก่หมู่เหล่าไทยนั้นได้ทุกเมื่อ) เถลิงประเทศชาติไทย ทวีมีไชย ไชโย (ได้เป็นประเทศได้โดยสมบูรณ์ ชนะทุกข์ภัยต่างๆ ได้อย่างยิ่ง เจริญยิ่งได้ดีในกาลต่อไป)
เนื้อร้อง หลวงสารานุประพันธ์, พ.ศ. 2482
ทำนอง พระเจนดุริยางค์, พ.ศ. 2475

ประกาศใช้ พ.ศ. 2477 (ทำนองและเนื้อร้องเดิม)
พ.ศ. 2482 (เนื้อร้องปัจจุบัน)

จาก พ.ศ.2475 มาจนถึงปัจจุบัน พ.ศ.2552 ประชาธิปไตย พร้อมเพลงชาติไทย และประชาชนคนไทย ได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้ว 77 ปี ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ผ่านการแก้ไข มาหลายๆครั้ง บางครั้งแก้โดย กลุ่มคนบางกลุ่ม โดยมีการแก้ไขโดยตรงจากประชาชน ล่าสุดเมื่อ ปี พ.ศ.2540 ภายหลังได้มีการแก้ไขโดยคณะปฏิวัติอีกเป็นรัฐนูญปี พ.ศ.2550 และยังจะคงแก้ไขต่อไป ตราบใดที่ยังคงไม่ยึดเอา ประชาชนเป็นหลักสำคัญสำหรับการพัฒนาประเทศ และคงยังรักษา ไว้ซึ่งธุรกิจ และกิจการของพวกพ้อง ตราบนั้นเรา (คนไทย)คงต้องมีรัฐธรรมนูญ ฉบับ ที่ต้องแก้ไขไม่รู้จบเป็นแน่ จากเพลงชาติไทยที่ได้ทำการแต่งทำนองไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2475 และเนี้อร้องไว้ตั้งแต่ พ.ศ.2482 นั้นสามารถชี้ให้ทราบถึงความเปลี่ยนแปลงของชาติได้ ด้วยปัจจุบันนี้ได้มีความแตกแยกทางความคิด กันมาก หลายก๊ก หลายเหล่า และเริ่มแตกสามัคคีขึ้นเรื่อยๆ ความเป็นชาติรัฐไทย นั้นก็ย่อมเจือจางลงไป
จนในที่สุดจำต้องแตกหัก เพราะความแตกต่างที่ไม่สามารถ จะตกลงกันได้ จากเหตุผล หลายๆสาเหตุ และประการสำคัญ คือ ประชาชนไทย จะถูกแบ่งแยก จากการปฏิบัติที่มีสองมาตรฐาน ที่เกิดจากความไม่เป็นธรรม ของ เจ้าหน้าที่รัฐ หรือจาก การปฏิบัติโดยการเลือก เหล่านี้เป็นสาเหตุอันสำคัญ ที่ทำให้ความเป็นลักษณะพวกพ้องจำต้องลดน้อยถอยลง กลายเป็นพวกเขาพวกเรามากๆยิ่งขึ้น
รัฐบาลจำต้องรีบดำเนินการ ให้หลอมรวม ความปรองดอง ลดการปฏิบัติ สองมาตรฐาน ส่งเสริม นโยบายภาครัฐในการพัฒนา ให้เข้าถึงและเข้าใจปัญหา ของ ประชาชนชาวไทย ส่วนใหญ่ ของประเทศ และส่วนย่อยของประเทศ ว่าเขาต้องการอะไร ไม่ใช่ว่าเขาต้องการน้ำ แต่รัฐยังแต่ดื้อดึงจะแจกแต่ผ้าห่มไปให้ หรือ ชุมชนเขาต้องการความสงบความมีมาตรฐาน เดียวกัน เขาไม่เชื่อถือภาครัฐ จะต้องแก้โดยใช้หลักรัฐศาสตร์ ไม่ใช้หลักกลไก นิติศาตร์แต่เพียงอย่างเดียว หรือจะเอาหลักความมั่นคง เข้ามาจัดการเพียงอย่างเดียว รัฐควรใช้หลักการประนีประนอม ผ่อนหนักเป็นเบา ไม่เลือกปฎิบัติ ส่งผู้ที่มีความรู้ความสามารถเข้าทำหน้าที่ นึกถึงความเป็นคนไทยเหมือนๆกัน ต่างแต่ การนับถือศาสนา และ ความคิด แต่ก็ยังมีความเป็นคนไทย อยู่ในประเทศไทย เช่นกัน รัฐควรเคารพ กติกา ทางสังคม และเคารพในการตัดสินใจของประชาชน พวกท่านที่ทำหน้าที่ข้าราชการ หรือเป็นผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย ไม่ใช้พวกท่านจะเป็นเจ้าของประเทศแต่เพียงฝ่ายเดียว เห็นใครทำอะไรไม่เข้าตา ก็จะเขี่ยงทิ้ง เหมือนที่ทำกันมากับผู้นำของประเทศไทยในอดีตหลายๆท่าน ผู้ที่มีอำนาจในประเทศไทย ท่านจงสำเนียกด้วยว่า ที่ประเทศไทยนี้ประชาชนเป็นใหญ่ เป็นของคนไทยทุกส่วน จะอยู่ได้ก็เพราะคนไทยส่วนใหญ่เอาด้วยเท่านั้น ฉะนั้นท่านจงสมควรระวังให้จงหนัก อย่าประมาท เพราะถ้าท่านไม่ระวังแล้ว ประเทศไทยอาจจะไม่รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทยก็ได้ ใครจะไปรู้