วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2552

เมือง Aracaju และ Macieo ของ Brasil



ชายหาดเมือง Aracaju






ในช่วง วันที่ ๑๐ - ๑๔ เม.ย. ๕๒ ที่ผ่านมานี้ผมได้มีโอกาส ได้ไปพักผ่อนแถบเมือง ชายทะเล ประมาณ ๔ วัน โดยได้ออกเดินทาง ในวันที่ ๑๐ เม.ย.๕๒ ซึ่งเอารถยนต์ ของ สน.ผชท.ทหารฯ ยี่ห้อ Fait Palio ไปจอดที่ สน.ฯ โดยท่าน หน.ผชท. ฯ กรุณาไปส่งให้ที่สนามบิน เมือง Brasília การเดินทางในครั้งนี้ได้มีผู้เดินทางร่วมกัน จำนวน ๕ คน คือ ผม และ สุภรักษ์ ภรรยา ,ยุพิณ ,Mr. Eduardu Nicrolas Silva กับ คุณแม่ โดยเครื่อง เทคออฟ ประมาณ ๑๑๕๐ น. เดินทางประมาณ ๒ ชม. โดยถึง ท่าอากาศยานเมือง Arcaju เวลา ๑๓๕๐ พอลงเครื่อง จะพบทันที่ก็คืออากาศที่ร้อนอบอ้าว ประมาณ ๓๕ องศาเซลเซียสเรา เดินทางต่อ โดยทาง Mr.Eduardu ไปติดต่อขอเช่ารถยนต์ โดยรถยนต์ที่เช่า ตกลงเป็นเงิน ประมาณ ๕๐๐ เฮอัลบราซิล แต่ต้องจ่ายเงินประกันไว้ก่อน เป็น๑,๐๐๐ เฮอัล และเริ่ม เดินทางและหาที่พัก โดยมีคนที่ทำงานอยู่เมืองBrasília แต่กลับมาพักผ่อนที่เมืองนี้หรือบ้านพ่อแม่เขา ช่วยบอกทางที่จะไปโรงแรม ที่ได้ทำการจองล่วงหน้าทาง อินเตอร์เน็ตไว้แล้ว วันนี้เขาพักที่ ร.ร. IBIS เป็นโรงแรมขนาด ๔ ดาวของบราซิล แต่ถ้ามาเทียบบ้านเราคงแค่ ประมาณ สองดาวเท่านั้น ตอนบ่าย ได้มีโอกาส ไปชมชายทะเล ที่หาด Atalaia สามารถดูได้จากลิงค์นี้ครับ

Exibir mapa ampliado
โดยเป็นชายหาดที่สวยงาม ครับ เดินไปเดินมา เฮีย ดูดู่ ของเราก็ทำกุญแจ รถยนต์ หายครับ วนหากันประมาณ ชั่วโมงหนึ่งเห็นจะได้ครับ โชคยังดีไม่มีใครเก็บไป เราเดินต่อไป จนหิว น้ำและอาหารล่ะครับ จนถึงรานอาหาร แบบกึ่งๆ บาร์เหล้า ก็เลยสั่งน้ำและ อาหารทะเลมารับประทานกัน ดูรายละเอียดจากภาพได้ครับว่ามีอะไรบ้าง พอทานอาหารที่นี่เรียบร้อยพวกเราก็เตรียม กลับโรงแรม แต่ตกลงกันว่าจะมาทานอาหารเย็น ที่นี่ต่อครับ ดูๆแล้ว ที่นี่เขาก็จัดร้านอาหาร ที่อยู่ริมทาง เป็นสัดส่วนดี และมีการทำถนน คนเดิน พร้อมไฟ สป็อตไลท์ ส่องสว่างอย่างทั่วถึงดีพอสมควร ครับ ประมาณ ๑๙๐๐ เราได้เดินทางไปทานอาหารกันอีกครั้งร้านนี้จะมีปูทะเล รูปร่างคล้ายปูอาลาสก้าแต่ตัวจะเล็กกว่าและไม่มีหนามครับ เขาเรียกว่าปู caranguejo โดยร้านอาหารร้านนี้ชื่อว่าร้าน Rei da caranguejo หรือราชาปู มีคนมาทานอาหารที่นี่มากครับ ผมลองทานปูแกะแล้วและปรุงโดยการนึ่ง รสชาติความสดของปู ก็ใช่ได้ครับหายอยากไปเลยครับ แต่สองสาว รักษ์กับ ยุพิณ เขาต้องการแบบ แกะเองก็ได้รสชาติไปอีกแบบ ครับโดยทางร้านเขาก็ยกมาเป็นหม้อเลยครับ คล้ายหม้อดินบ้านเราครับ มีปูอยู่สองตัว ก็ให้ความรู้สึกไปอีกแบบครับ ผมลองให้ ดูดู่ถามทางร้านว่ามีการเต้น Foro ไหม เขาบอกว่ามีแต่ต้อง สี่ทุ่มไปแล้วครับ ซึ่งทางพวกเราไม่อยากรอ ต้องการพักผ่อนกันวัน ที่๑๐ เม.ย.๕๒ นี้โดยกลับไป ร.ร. ที่พักก่อนเพราะพรุ่งนี้ช้าวประมาณ ๗.๐๐ น.จำต้องเดินทางโดยรถยนต์ต่อไปครับ




๑๑ เม.ย.๕๒ เวลา ๐๗๓๐ เราทำการเช็ดเอ๊าท์ กับทางโรงแรม IBIS สนนด้วยราคา ห้องคู่คืนละ ๙๙ เฮอัลบราซิล หรือ ประมาณ ๑,๕๐๐ บาทไทยครับ เราได้เดินทางออกไปตากเมือง Aracaju หรือ อาจแปลไปได้ว่าเมือง แห่งต้น Caju หรือมะม่วงหิมมะพานต์ เราเดินทางไปทางทิศ ตะวันออก ตามเสินทาง BR101 ประมาณ ๓๕๐ กม.ครับ ระหว่างทางก็พบบ้านเรือน และหมู่บ้านตามรายทาง โดยอยู่กันแบบ กลุ่มๆ แถมยังมี บ้านดินแบบ อโดบี อีก ซึ่งบ้านดินเหล่านี้เป็นแบบลักษณะคนที่ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง และทำการประท้วงรัฐบาล เพื่อให้สิทธิในที่ดินดังกล่าว ที่ดินกว้างใหญ่ของบราซิลนี้ยังมีลักษณะการครอบครองจากคนชั้นนายทุนเงินหนา กว้านซื้อที่ดิน เป็น เอเคอร์ๆ หรือ ถ้ามองไม่ออก ผมอยากจะอธิบายว่าเป็นเจ้าของ หุบเขาทั้งลูกได้เลย กว้างมาก การทำเกษตรกรรมส่่วนใหญ่จะใช้พื้นที่เหล่านี้เลี้ยงโคเนื้อ และทำไร่ ถั่วบ้าง เท่าที่สังเกตุ พื้นที่แถวภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ ของบราซิลนี้ ค่อนข้างแห้งแล้ง จะมีปัญหาเรื่องน้ำในหน้าแร้งอย่างมาก โดยชาวบ้านจำเป็นต้องเลี้ยงโค ไว้เป็นอาหารในยามหน้าแร้งไม่มีน้ำ ก็จะฆ่าโคเหล่านี้ประทังชีวิตแทน จากที่ได้สอบถาม Mr.Eduardu นั้น ก็เห็นว่าน่าจะจริง เพราะเท่าที่นั้งรถผ่านมา พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สูง สลับเนินเขา จะมีลำธารบ้างก็ไม่สามารถเก็บน้ำได้มากเท่าที่ควร พอนั้งรถไปถึงเขตใกล้พื้นที่ชายฝั่งทะเล จะพบกับไร่อ้อยที่ปลูกกันมาก อาจกล่าวได้ว่าถ้าได้หลงเข้าไปในไร่อ้อยเหล่านี้คงนานกว่าจะออกมาได้ เพราะทำกันยาวไปทั้งสองข้างทาง จึงไม่น่าแปลกใจที่เขามีทรัพยากรเพียงพอ สำหรับการผลิต เอทานอน อยู่โดยไม่ต้องพึงพาจากประเทศอื่นเลย แต่ทำไม่น้ำมันและ เชื้อเพลิงเอทานอน มันขายกันแพง เหมือนกันเราได้ ? มาถึง ที่เมือง Maceio ในเวลาประมาณ ๑๕๐๐ น.จะเห็นได้ จากการผ่านเมือง ซึ่งเป็นท่าเรือ และโกดังเก็บสินค้า ของโปรตุเกส เก่า ทำให้นึกถึง ความคับคั่ง




และ ความเจริญ ในสมัยก่อนได้เป็นอย่างดี คือเห็นภาพ ความรุ่งเรื่อง ของท่าเรือนี้ได้จาก สิ่งที่หลงเหลืออยู่ แม้ปัจจุบัน มันจะดูโทรมๆ ไปบ้างก็ตาม แต่ต่อไปอาจเป็นจุดขาย ได้อีกจุดหนึ่งก็ได้ เพราะร้านค้าและโกดังที่หลงเหลือ ทั้งหลายเหล่านี้ ถ้าได้รับการพัฒนาและใส่ชีวิตให้ใหม่ก็สามารถสร้างจุดขายที่น่าสนใจได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะรูปแบบ สถาปัตย์กรรมการก่อสร้าง นั้นมีความเป็นยุโรปอยู่สูงมากนั้นเอง เราได้เข้าพักที่โรงแรม ชื่อเดิม ตามเจ้าบ้านเขาวางแผนการท่องเที่ยวให้ ก็ลองดูว่าเป็นอย่างไรบ้างเท่านั้น


วันนี้เราได้ไปทานอาหาร ที่ร้านแห่งหนึ่งริมชายหาด ได้สั่งปลาอบใส่เครื่องเทศและ ผักดองบราซิล และ กุ้งระเบิด ซีส ซึ่งฝ่ายไทยไม่ค่อยสันทัดนัก แต่อาหารก็ถือว่าอร่อยใช่ได้ หรือ หิวมาก ก็ไม่ทราบได้


ร่องเรือใบ ใส่ Snorkel ดูปลาน้ำตื้น Mr.Eduard กับ ยุพิน

วันที่๑๒ เม.ย.๕๒ วันนี้นัดกัน ร่องเรือใบ ชมปะการัง ณ เกาะตรงหน้าโรงแรม นัดกัน ๑๑.๐๐ น. เราก็ตื่นแต่ช้าวช่วนกันไปถ่ายรูป ตึกเก่าๆในเมือง กลับมา ประมาณ๐๙๐๐ น. ดูดู่ ก็โทรมาบอกได้ว่าได้ติดต่อเรือใบได้แล้ว ราคาคนละ ๒๐ เฮอัล และ มีอาหาร ทะเลรองรับที่เกาะด้วย เราก็ไปกัน ๔ คน ส่วนแม่ นายดูดู่ไม่ชอบทะเลลึก เพราะแก่บอกว่าว่ายน้ำไม่เป็น พอไปถึง ต้องเช่าหน้ากาก อีก ๕ เฮอัล เพื่อชมปะการัง พอลงไปดูแล้ว มีแต่โขดหิน สู่เมืองไทย ไม่ได้เลย ในเรื่องธุรกิจการท่องเทียว หรือ ทรัพยากรทางทะเล ก็ตาม ยังห่างชั้นประเทศไทยอยู่ว่างั้น พอไปถึง ตรงที่พักเรือ และจุดจอดเรือ เราได้สั่งอาหารเป็นปลา ย่างและกุ้งทะเล ลอฟเตอร์ มาทานกัน ก็นับว่าอร่อย และ สดใช้ได้ เสร็จ แล้วเราก็นั้งเรือกลับมาด้วยรอยยิ้ม เพราะบรรยากาศ ค่อยข้างดี แต่ก็ร้อนจนผิวไหมกันไปเลย

วันที่ ๑๓ เม.ย.๕๒ เราได้ออกไปเที่ยว แถวนอกๆ เมือง Maceio และเข้าไปเที่ยวตามชายหายที่สวยงาม สามารถ ดูภาพได้จาก คลิป ข้างล้างนี้ครับ เป็นบริเวณ Frence Beach ครับชายหาดสวยงาม หาดทรายขาวละเอียดดี บนหาดมีบริการน้ำมะพร้าวสด จากต้นไว้บริการนักท่องเที่ยว ครับ สนนราคา ๒ เฮอัล หรือ สามสิบกว่าบาท ครับ และก็หลังจากน้ันก็แวะเที่ยวชมบรรยากาศชายทะเลแถบนี้และรับประทานอาหารกลางวัน และถึงบ่ายจึงกลับมาที่โรงแรม ครับ
วันที่ ๑๔ เตรียมเดินทางกลับเมือง Aracaju เราเตรียมพร้อมแต่เช้าตรู่ ๐๗๓๐ ทานอาหารเช้าเช็คเอาท์และเดินทางกลับโดยรถยนต์เช่า ถึงเมือง Aracaju ประมาณเที่ยง และไปแวะชมห้างสรรพสินค้าละแวกนั้นก่อน ได้ทานอาหารกลางวันในนั้น มีร้านอาหารจีน รสชาติใช้ได้ และหลังจากนั้นผมถือโอกาสไปชมภาพยนต์ เสียเลย เป็นเรื่องเกี่ยวกับแนววิทยาศาสตร์ กล่าวถึง เด็กผู้หญิงคนหนึ่งได้รับสารจากมนุษย์โลกอื่น เกี่ยวการวิบัติของโลก ที่จะเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติ คือ พระอาทิตย์ที่มีอาการ แผ่รักษี แกรมม่า ผิดปกติ จนทำให้โลกไหม้เป็นจุล แต่เรื่องนี้มีความสัมพันธ์กันมนุษย์ต่างดาวในแง่ของพระเจ้าผู้พิทักษ์มวลสัตว์โลก จากโลกนี้สู่โลกหน้า เหมือนกับได้ส่ง อาดัม และอีวา ที่ไปสร้างสังคม มนุษย์ในที่ใหม่โดยการช่วยเหลือจากผู้พิทักษ์ต่างดาว พระเอกของเรื่อง คือ นิโคลาสเคส ตามความคิดผมก็ถือว่าหนังสือความหมายได้ที่ทั้งในแง่วิทยาศาสตร์ดำเนินเรื่องไปเชื่อมโยงกันหลักทางศาสนาเป็นตัวสรุป พอจบการชมภาพยนต์โดยผมมาดูกับนายดูดู้ และ แม่ของเขาด้วย พากันพูดคุยถึงเรื่องหนัง ว่าแท้จริง มนุษย์ต่างดาวเหล่านั้นเป็นพระเจ้าใช่ไหม
พอเวลา ๑๔๐๐ เราทั้งหมดก็ไปคืนรถ โดยจ่ายค่ารถเช่า จ่ายไป ๖๐๐เฮฮัล หรือประมาณ หมื่นพันกว่าบาทรวมค่าประกันด้วย ตีไปคนละ ๑๓๐ เฮอัล เวลา ๑๖๐๐ และก็กลับ โดยสายการบินเดิมเครื่องเดิม แถมที่นั้งยังที่เดิมอีกด้วย ถึง บราซิเลีย ราวๆ ๑๘๐๐ น. จบเวลาการท่องเที่ยวชาดหาด ของบราซิล เมื่อ ท้าวแตะพื้นสนามบินเมืองบราซิเลีย ครับ



Exibir mapa ampliado">

วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2552

แตกต่างแต่ไม่แตกแยก


สวัสดีครับท่าน ทั้งหลายที่อ่านบทความนี้อยู่ คงจะเริ่มชินกับความแตกแยก ทางความคิดของคนในชาติเรามาบ้างแล้ว แต่อย่าเพิ่งเบื่อน่ะ ครับ มันเป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้นครับ เราต้องพบกับความหลากหลายความคิด ทั้งซ้ายจัด และ ขวาจ้าน อีกมากครับ และคงจะยากที่จะให้เกิดสมานฉันท์เหมื่อนกับเมื่อ ๒๐ ปีก่อน คงเป็นไปได้ยากแล้วครับ ปัจจุบัน การติดต่อสื่อสารมันไปไกลกว่าที่จะตามทันแล้วครับ ความคิดของใครบางคนอาจจะมีอิทธิพลกับคนอีกหลายหมื่น หรือ หลายพันคน โดยใช้เวลาไม่มากนัก ความสามารถเข้าถึงได้อย่างไม่จำกัด ตัวตน และสถานที่ โดยสามารถยัดเยี่ยดอุดมการณ์ต่างๆ ร่วมทั้งการโจมตี ฝ่ายตรงข้ามไปพร้อมกัน ทั้งสร้างมวลชนผ่านทางตัวอักษร ไปยังที่ต่างๆที่มีผู้สนใจ และมีโอกาสที่ถูกน้อมตามได้อย่างไม่ยาก ทั้งนี้รัฐบาลได้พยายามที่จะให้เกิดความสมานฉันท์ของคนในชาติไปบ้างแล้ว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางรูปธรรมนั้น สามารถทำได้ครับ แต่จะให้เปลี่ยนนามธรรมล่ะก็เห็นที่จะป่วยการ คงต้องใช้เวลานานหรืออาจยากมาก โดยไม่เหมือนกับการ ต่อสู่แบบเดิมที่เคยทำสำเร็จมาแล้วกลับการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยโดยสร้างภาพให้คอมมิวนิสต์หน้ากลัว เหมือนสัตว์ที่ไม่รู้ผิดชอบชั่วดีไม่มีศาสนาต้องถูกทำลายอย่างเดียวเท่านั้น โดยเป็นการสร้างภาพและปลุกระดมมวลชนได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งในสมัยนั้นการคมนาคมไปได้ไม่ทั่วถึง การติดต่อสื่อสารเป็นได้ยาก รัฐจึงคุมปัจจัยการปลุกระดมได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่ปัจจุบันกลับตรงกันข้าม สื่อ เป็นปัจจัยสำคัญในโลกยุคใหม่นี้ มีทั่งแบบอิสระ สากล รับรู้ได้อย่างไม่จำกัด ตรวจหาความจริงได้ไม่ยาก ถ้าใครได้สื่อมากแขนงย่อมได้รับปัจจัยเพื่อการประสบกับความสำเร็จมากขึ้นตามไปด้วย การต่อสู่ทางอุดมการณ์ทางการเมืองต่อจากนี้ จะเต็มไปด้วยสื่อหลากหลายทั้ง จริงและเท็จ ผสมกันไป หรือจะเรียกว่า มีการตีไข่ใส่สีกันตามชอบ ผู้เสพข่าวจากสื่อถ้าไม่ใช่วิจารณญาน ย่อมต้องหลงตามไปจนกู่กลับได้ยาก จนกลายเป็นหลงทางกลับไม่ได้ไปเลย ก็เป็นได้ ความขัดแย้งและแตกขั่วที่ว่านี้ เรียกว่าเป็นศึกภายในชาติ ก็อาจจะได้ โดยข้าศึกนั้น ไม่ใช่ใครที่ไหนครับ ก็คนในครอบครัว ของท่านนั่นเอง ที่เสพสื่อต่างกัน ต่างความคิด จนกลายเป็นช่องว่างระหว่างคนในครอบครัว ศึกนี้ แก้ ลำบากครับ เมื่อ มันลงไปในระดับ หน่วยที่เล็กที่สุดของรัฐชาติ เสียแล้ว มีตัวอย่าง แม่และพ่อ ไม่ลงรอยกัน เมื่อพูดถึงเรื่องการเมือง ลูกกับพ่อ และ แม่ไม่ถูกกัน เพราะ ความคิดเห็นทางการเมือง อย่าวิเคราะห์ให้ไกล เลยครับ เอาในครอบครัวของท่าน ไม่ให้คิดต่างกันมากจนเกินไป เราควรใช้ความจริงและเปิดใจให้กว้างมากกว่านี้ครับ ไม่ควรจะยึดความคิดฝ่ายตนสำคัญอยู่ฝ่ายเดียว คงไปไม่รอดแน่ การแก้ปัญหานี้ต้องหาทางแก้ที่ระดับครอบวครัวครับ ความคิดนั้นจะไม่ให้คิดต่างกันไม่ได้ แต่คนต้องสามารถอยู่ร่วมกันได้ครับ นั่นคือ คนละครึ่งทางหรือทางสายกลาง ครับ ในโลกใบนี้ไม่มีอะไรที่ดีที่สุดครับ มันก็มีบูดๆเบี้ยวๆไปบ้าง จะหาแบบที่ท่านหวังท่านคิดเป็นไปได้ยากครับ ประเทศไทยจะต้องเดินต่อไปหันมาลองรับฟังปัญหาและลองหาทางออกร่วมกันสิครับ อาจจะมีทางออกที่ดีก็ได้ครับ

วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

Professional Sergeant



นายทหารประทวนอาชีพ
Professional Sergeant
มนุษย์ทุกคน ทุกหมู่ทุกเหล่า ที่อุบัติ เกาะกลุ่ม กัน รวมตัวกันเป็นชุมชน แว่นแคว้น แล้วนั้น ย่อมประกอบด้วย ส่วนประกอบย่อยๆ หลายๆส่วน ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน ช่างฝีมือ ช่างทอผ้า ที่รวมๆเรียกกันว่า กลุ่มชนชั้นแรงงาน เหนือขึ้นมาอีกหน่อย ก็จะเป็น กลุ่ม พ่อค้า แม่ค้าที่จะเอาสิ่งของ จากแหล่งต่างๆ ที่ผลิตออกมา จำหน่าย ให้ตามความต้องการในแต่ละชุมชน เรียกว่า กลุ่ม วาณิชย์ โดยเหนือขึ้นไปอีกจาก เหล่าพ่อค้าทั้งหลายทั้งปวง เมื่อ ต้องเดินทางบ่อยๆเข้า จำเป็นที่จะต้อง เรียกร้องให้มีความปลอดภัย ในชีวิตตนและทรัพย์สินของตน ที่ไปทำมาค้าขาย กับแหล่งแว่นแคว้นต่างๆ จำต้องจ่ายส่วยหรือปันของให้กับผู้คุ้มครอง จากแว่นแคว้นนั้นๆ จากกลุ่มชนที่เรียกว่า ข้าราชการ หรือ พวกที่ทำงานให้กับ หัวหน้าแคว้น ซึ่งเป็นตัวกลางระหว่าง กลุ่มผู้มีอำนาจกับกลุ่มผู้มีเงินทอง และทำหน้าที่ อำนวยความสะดวก ให้กับ กลุ่มชนต่างๆ ที่จ่ายส่วยหรือ เราอาจเรียก ว่าภาษี ให้นั่นเอง ส่วนกลุ่มที่เหนือกว่า กลุ่มข้าราชการ นี้ ก็คือ หัวหน้าแคว้น จัดเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพล อำนาจ ในการตัดสินใจ หรือ ลงโทษ หรือ จัดการกับความวุ่นวาย ของ แว่นแคว้นนั้นๆ รวมทั้งการป้องกันแว่นแคว้นด้วย โดยเหล่า หัวหน้าแคว้น จัดเป็นกลุ่มชนชั้นสูง ที่ได้รับ ค่าตอบแทน จากการปันส่วนของผู้ที่มีรายได้จากแคว้นของตน หรือผู้ที่ต้องการการคุ้มครอง จะเป็นเท่าไหรนั้นก็ตามแต่จะตกลงกัน ส่วนกลุ่มชนที่สูงขึ้นจากนี้ไปอีก จะพบว่า โดยทั่วไปในชุมชนทั่วโลก จะยอม ให้ผู้ ทรงศีล หรือนักบวช ที่ตนนับถือ เป็นผู้ที่อยู่ในสถานะ ผู้ที่ควรเคารพสักการะ หรือ ผู้ที่สามารถติดต่อกับเทพเจ้าได้ ชุมชนเหล่านี้ จะมีลักษณะสัมพันธ์กับระบบ ชนชั้นปกครองมากกว่าชนชั้นอื่น กล่าวคือ ได้รับการเป็นที่ปรึกษา ในเรื่องปัญหา ต่างๆ ให้กับกษัตริย์และผู้นำในสังคม
จะเห็นได้ว่า ทุกกลุ่มชน ไม่ว่าจะมีขนาดเป็น เผ่าเล็กๆขนาดประชากร ๕๐ คนหรือต่ำกว่า ไปถึงแคว้นหรือประเทศที่มีประชากรขนาด ล้านคนขึ้นไป ก็จะมีลักษณะการปกครองที่คล้ายๆกัน จะต่างกัน ก็เพียงแต่เล็กน้อยเท่านั้น จึงเป็นที่มาของการศึกษา เกี่ยวกับ รัฐชาติ ขึ้น ให้ทำการศึกษาค้นคว้า จากอดีต ปัจจุบัน และ อนาคต ว่าควรจะเป็นรูปแบบการปกครองในลักษณะใดกัน ต่อไป นั่นเอง
กล่าวโดยทั่วไป ถึงอาชีพ ทุกๆ ระดับการทำงาน ของ ระบบรัฐชาติ นั้น ทุกๆหน้าที่ นั้นก็เรียกว่าเป็นอาชีพ เช่นกัน แต่ละอาชีพก็จะมีหน้าที่ ต่างกันไปตามแต่ละสังคม จะมีให้หรือจัดให้ ว่าบุคคลเหล่านี้ควรทำอะไร และได้รับอะไร เท่าไร ก็ทำกันไปตามระบบที่สังคมจัดไว้ให้ แต่ถ้ามีหน้าที่แล้ว ไม่ได้ทำตามหน้าที่หรือตามบทบาท ที่สังคมจัดให้ สังคมนั่นๆ ก็ต้องจัดการให้ผู้นั้นหมดหน้าที่ และจำเป็นต้องหาบุคคลอื่นทำหน้าที่นั้นๆ แทนกันต่อไป ( เหมือนอย่างกับ โบราณท่านว่าสวมหัวโขน ก็เล่นไปตามบทบาทว่าได้เล่นเป็นตัวอะไรเป็นตัวยักษ์ หรือลิง เป็นต้น เมื่อ ถอดหัวโขนออก ก็เป็นบุคคลธรรมดาตามเดิม หากถ้ายังยึดติดว่าตนเองยังเป็นยักษ์เป็นลิงอย่างเดิม สังคมก็จะหาว่าลิเกหลงโรงหรือไง หรือว่าบ้าไปแล้วทำนองนั้น)
จะกล่าวถึงอาชีพๆ หนึ่ง ที่เรียกว่า นายทหารประทวน (NON – COMMISSIONED OFFICER)หรือผู้ที่ไม่ใช่นายทหาร คือ จ่า หรือ หมู่ พวกเขาเหล่านี่จัดว่าเป็น นายทหารประเภทหนึ่งเหมือนกันครับ ที่อยู่ในระบบ ข้าราชการทหาร หรือ ผู้ที่ทำงานให้ชนชั้นปกครอง โดยได้รับ แบ่งปันส่วนภาษี เป็นสิ่งตอบแทนเป็นรายเดือน หรือรายงวด ก็แล้วแต่จะได้รับเอาตามระเบียบที่ชนชั้นปกครองได้วางเอาไว้
การทำงานก็ยังคงมีลักษณะเดิม ๆ อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วในข้างต้น คือ คุ้มครองหรือป้องกันภัยให้กับผู้ที่จ่ายภาษีให้แก่ตน จะมากหรือน้อย ก็ตามแต่ชนชั้นปกครอง ได้วางระเบียบไว้ให้ การจะได้มาซึ่งนายทหารประทวนในสมัยโบราณ เรียกว่า หัวพัน หรือ อีกนัยหนึ่ง ก็สามารถ คุมทหารได้พันหัว รบกับข้าศึกได้นั่นเอง โดย การรับคำสั่งจาก นายทหารระดับบน คือ หมื่น หรือ จหมื่น เดี๋ยวนี้ คือ ผู้หมวด ,ผู้กอง หรือ ร้อยโท หรือ ร้อยเอก นั่นเอง นายทหารประทวนเหล่านี้มาจากไหน เขาเหล่านี้มาจาก ชนชั้นแรงงานที่ถูกเกณฑ์เข้ามารบ แล้วสามารถแสดง ฝีมือการรบ หรือ สามารถ ต่อสู่กับ ข้าศึกได้อย่างไม่ถอย หรือ เสียขวัญ นั่นเอง หรือมีความโดดเด่นกว่าเหล่า ทหารเดินท้าวธรรมดาทั่วไป และได้ผ่านการคัดเลือก จากเหล่าชนชั้นผู้นำ ให้เข้ามาประกอบอาชีพเป็น ข้าราชการ และทำการศีกษาการทำงาน และหน้าที่ให้มีความรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้น จนสามารถ ควบคุม เหล่าทหารได้ในระดับหนึ่ง พวกเขาจึงเป็นนายทหาร ที่รู้จักใจของเหล่าทหารราบพลเลว ได้มากที่สุดโดยมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับ ทหารทหารสัญญาบัตร ที่ได้รับการศึกษา จากชนชั้นผู้นำโดยตรง และเรียนรู้ ในศาสตร์ทางการรบ ในเชิงกลยุทธ์ มากกว่า นายทหารประทวน อีกทั้ง ยังรวมอยู่ใน ระดับของผู้ปกครอง ชั้นสูงอีกด้วย จึงทำให้เขาเหล่านั้น พร้อมที่เติบโต เพื่อจะมาเป็น ผู้ปกครองในอนาคต
นายทหารประทวน ในประเทศไทยได้มีกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติยศทหารพุทธศักราช 2479 โดยมาตรา 9 ผู้ที่จะเป็นนายทหารประทวนนั้น ต้องเป็นผู้ที่มีวิทยฐานะตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนดไว้ เว้นแต่ผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแต่งตั้งเป็นพิเศษ เป็นต้น สามารถดูรายละเอียดได้ตามลิงค์ ครับ www.bpp.go.th/e-book/2090.doc
โดยปัจจุบัน นายทหารประทวน ของประเทศไทย ได้ปฏิบัติหน้าที่ เพื่อ สนองตอบ กับ นโยบาย ผู้บังคับบัญชาอย่างเต็มความสามารถ หรือ ไม่ตอบโต้ ผบ. ถูกทุกอย่างถ้าผิดก็เงียบ แล้วก็มาระบายกับวงการสังคมอื่น (ถ้าระบายในสังคมเดียวกัน ก็จะมีสหายผู้ต้องการความดีเข้าไปรายงานหาความชอบ แล้วความซวย ก็จะมาตกอยู่ที่ ผู้ระบายนั่นเอง) จึงทำให้ระบบความคิดของเหล่าขุนนาง ทีมียศถาบรรดาศักดิ์ นั้นเอาตนเองเป็น ศูนย์กลางของจักรวาล ผลก็คือ ความหลงและความโง่ และแคบเข้าครอบงำความคิดและความดีไป จนยากที่จะไปปรึกษาหารือ หรือ คิดร่วมงานกับบุคลากรจากสังคมอื่นๆ ระบบความคิดของข้าราชการทหารไทยจึงมีความแคบ โดยถ้าเป็น ความคิดของ นายทหารประทวนด้วยแล้ว ย่อมไม่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างยิ่ง เพราะเห็นว่าเป็นผู้น้อยและด้อยการศึกษาอย่างหนัก ต่อให้จบปริญญาเอก จากสถาบันไหนๆก็ตามทั่วโลก แต่สำหรับประเทศไทยแล้วก็ยังรับความคิดของนายทหารรประทวนเหล่านั้นไม่ได้อยู่ดี ปัจจุบันนายทหารประทวน ที่มีการศึกษาและมีความคิดจึงหันไปประกอบอาชีพอื่น ที่ใช้ความคิดมากกว่า หรือเปิดกว้างกว่า โดยหน่วยงานอื่นสามารถยอมรับความคิดเห็นได้มากกว่าหน่วยงานทางทหารที่ตนเคยรับราชการอยู่ ทำให้มีปรากฎการณ์ ที่เรียกว่าสมองไหล เกิดขึ้น ที่เหลืออยู่ ก็จะมีแต่ฟ่อลงๆ ไปเท่านั้น ท่านจะเห็นได้จาก จ่าๆ ทั้งหลาย ส่วนใหญ่ ที่มีความคิดเปิดร้านอาหารบ้าง ทำธุรกิจ ส่วนตัวบ้าง หรือ เรียนต่อในระดับสูงขึ้น เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ตัวเอง โดยจะไม่ยอมเป็นผู้ถูกเลือกอีกต่อไป และ ก็จะมีพวกที่เป็นหนี้ ขี้เมา เจ้าชู้ ทำงานไปวันๆ ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นเหล่านี้เป็นต้น โดยพฤติกรรม เหล่านี้ผมขอเรียกพวกนี้ว่าเป็นผู้มี อาชีพทหาร ครับ จากปัญหา ที่ผู้เขียนได้เป็น นายทหารประทวน และได้สอบถาม เพื่อนๆ นายทหารประทวนด้วยกัน พบว่า การทำงานกับ รายได้ที่ได้รับนั้นสามารถหาเลี้ยงและจุนเจือครอบครัวได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น และจำเป็นต้อง กู้หนี้ยืมเงินมาใช้ โดยทั่วไปแล้ว สถานะของนายทหารประทวนนั้น จะมีรายได้ ประมาณ ๘,๐๐๐- ๒๕,๐๐๐ บาท โดยส่วนใหญ่จะมีบ้านพักให้ การรักษาพยาบาลฟรี , ค่าเล่าเรียนสำหรับ ลูก ๓ คน ถึง อนุปริญญา ซึ่งสำหรับผม ถือว่า พออยู่ได้ ถ้าจะถามว่ารายได้อยู่ในระดับชนชั้นใด ผมก็ยังถือว่าเป็นชาวรากหญ้าครับ เพราะรายได้ระดับนี้ชาตินี้ก็ไม่สามารถจะ มีความสุขในชีวิตบั้นปลายได้เลย หรือ เท่ากับชาวกรรมกรหาเช้ากินค่ำทั่วไป มนุษย์ทั้งหลายย่อมหาทางรอดให้ชีวิตของตนเสมอ นายทหารรประทวนก็เช่นเดียวกันครับ ย่อมหาหนทางที่มีรายได้สำหรับตนเองด้วยเช่นกัน จึงต้องปากกัดตีนถีบ ด้วยการที่ส่วนใหญ่สังคมระบบทหารจัดลำดับศักดิ์ ในนายทหารประทวน ให้เป็นได้แค่พลทหาร ปี ๓ ขึ้นไป คำว่าศักดิ์ศรี ความเป็นนายทหาร ย่อมลดลงไปๆ เป็นธรรมดา จนพวกเราเห็นกันจนชินตา กับจ่าขายข้าวแกง หรือไก่ย่างข้างทางหรือ ในค่ายในช่วงเลิกจากงานหรือวันหยุด และท่านเคยเห็น ผู้กอง หรือ ผู้การ ขายข้าวแกง บ้างไหม ครับ คำตอบคือไม่ครับ เป็นไปไม่ได้ เพราะนายทหาร ระดับนี้ เขามีเกียรติและศักดิ์ศรีมากพอ ที่ไม่สามารถจะไปทำอย่างนั้นได้ครับ หรือ ชาวบ้านว่ายศมันค้ำคอ หรือว่าอาชีพแบบนั้นไม่เหมาะสมเป็นข้อครหานินทาเอาได้ครับ คือเขาเหล่านี้มีความเป็นทหารอาชีพมากกว่า ทำนองนั้นครับ
โดยสิ่งเหล่านี้ตรงกันข้ามกับนโยบายที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายให้เป็นทหารในอุดมคติ ก็คือ

ทหารอาชีพ ที่ว่าสามารถตอบสนองนโยบายการทำงานได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จะเอามาตรฐานเป็นแบบ ทหาร ชาติตะวันตก หรือ อเมริกัน ครับ ท่านไม่มามองดู ค่าตอบแทนให้มันสมควร เท่ากับทหาร ตะวันตก หรือ อเมริกันบ้างล่ะครับ โดยมีรายได้ให้มีความยุติธรรม และ ออกระเบียบให้นายทหารประทวนเลิกอาชีพพิเศษ หันมาเอาดีทางด้านการทหาร ที่ปัจจุบันควรเปิดโอกาส ให้ได้ศึกษาหาความรู้ และสร้างรายได้ไปในตัวด้วย เช่น การบรรจุพลเรือนมาเป็นเสมียนเหล่าสารบัญผมว่าไม่จำเป็น เพราะปัจจุบันใครๆก็พิมพ์ดีด ใช้คอมพิวเตอร์ได้ โดยให้หน่วยทดสอบหานายทหารประทวนในหน่วยว่าผู้ใดสามารถ สอบผ่าน และสามารถพิมพ์งานได้ก็จะได้เงินเพิ่มพิเศษอย่างเหมาะสมทุกเดือน (ปัจจุบันถ้าท่านถามว่าใครพิมพ์งานเป็นบ้าง คำตอบก็คือ ไม่เป็นครับ หมายเหตุ ไม่มีใครอยากมาพิมพ์งานให้มันยุ่งยาก เพราะไม่ได้อะไร แถมยังเรียกใช้งานไม่เป็นเวลาอีก) หรือ มีการสอบภาษาต่างประเทศ เพื่อตรวจคัด บุคคลทั้ง นายทหารสัญญาบัตรและประทวน ที่มีความรู้ในภาษาอื่นๆ โดยเพิ่มเงินเป็นในลักษณะแบบค่าปีกให้ทุกเดือนด้วย และถ้าเป็นไปได้ควรให้เงินค่าผู้เชียวชาญด้วยจึงจะเหมาะสมครับ นายทหารประทวนจะได้เพิ่มพูนความรู้จากประสป
การณ์และทำการศึกษาเพิ่มเติม โดยจะทำให้มีศึกษาตลอดการทำงานทั้งยังมีแรงจูงใจในรูป รายได้รายเดือนที่มากขึ้นตามความสามารถอีก เมื่อได้รายได้ที่สูงมากยิ่งขึ้นและมีสวัสดิการที่ได้มากกว่าของนายทหาร (นายทหารต้องเป็นผู้เสียสละครับจะให้ผู้มียศน้อยเสียสละนั้นไม่ควรอย่างยิ่งครับ) คราวนี้คำว่าสมองไหล หรือ คำว่าเสียจ่าดีๆไปแต่ได้นายทหารเลวๆจะไม่มีครับ เพราะกองทัพจะได้นายทหารประทวน ที่ชำนาญการยุทธ์รู้หน้าที่ปฎิบัติหน้าที่ได้ดีหรืออาจเหนือกว่าได้ โดยไม่ไปสนใจกับการสอบเลื่อนฐานะนายทหารประทวนเป็นนายทหารสัญญาบัตรอีกครับ โดยทั้งนี้ ความพร้อมของนายทหารประทวนนั้นพร้อมเสมออยู่แล้ว (เป็นผู้รับคำสั่งมานานแล้วครับ เพราะเป็นผู้รับปฏิบัติมาจนชินชา จนสมองแทบจะไม่สั่งงาน หรือไม่ได้คิดอะไรแล้ว) ก่อนที่จะสายเกินไปครับ เขาเหล่านั้นพร้อมที่จะใช้ความสามารถ ที่มีอยู่เพื่อที่จะเป็น ทหารอาชีพในอุดมคติ ของผู้บังคับบัญชา แต่จะอยู่ที่ชนชั้นผู้นำหรือนักคิดครับว่าจะให้โอกาสกับนายทหารประทวน และพลทหารแค่ไหน และประเทศไทยพร้อมที่จะก้าวเดินไปกับการเปลี่ยนแปลงของโลกนี้แล้วหรือยังครับ

บรรณานุกรม
ประวัติยศ จ่าสิบเอกพิเศษ ทั่วโลก
http://en.wikipedia.org/wiki/Sergeant_Major
บทบาทของนายทหารประทวนของประเทศ สหรัฐอเมริกา ยศ จ่าสิบเอกพิเศษแห่งกองทัพบกสหรัฐอเมริกา
http://en.wikipedia.org/wiki/Sergeant_Major_of_the_Army
พระราชบัญญัติยศทหารพุทธศักราช 2479

วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

มาทานฟักทองกันเถอะน๊ะ



ฟักทอง เป็นผักที่ทุกๆท่านรู้จักกันดี และเป็นผักพื้นบ้านของชาวไทยและชาวโลกมาช้านาน จนหาต้นตอที่มาว่าประเทศไทยได้เอามาปลูกจากแหล่งใดและใครนำมาได้ยากยิ่ง แต่เรามาลองทำความรู้จัก กับผักชนิดนี้ให้มากยิ่งขึ้นอีกดีกว่า ว่ามันอาจมีอะไรดีกว่าที่เรารู้มาอีกเยอะแยะ ครับ




ฟักทอง (Pumkins(ทอง), Kabocha (เขียว)) เป็นพืชชนิดหนึ่ง มักจัดเป็นพวกผัก เนื่องจากนิยมนำมาเป็นส่วนประกอบในอาหาร แต่ก็ยังนำไปทำของหวานเป็นอาหารว่างได้ด้วย ปกติฟักทองเมื่อแก่จัดจะมีสีเหลืองอมส้ม เป็นพืชมีเถา ปลูกได้ทั่วไปทั้งในเขตร้อนและเขตหนาว ในทางพฤกษศาสตร์ จัดอยู่ในสกุล Cucurbita Cucurbitaceae ถือว่าเป็นพืชดั้งเดิมของโลกตะวันตก
ผลฟักทองมีด้วยกันหลายลักษณะ บางครั้งเป็นผลเกือบกลมก็มี แต่โดยทั่วไปเป็นรูปทรงกลมแป้น ผิวขรุขระเล็กน้อย เมื่อยังดิบเนื้อค่อนข้างแข็ง นอกจากเนื้อของผลฟักทองจะใช้เป็นอาหารแล้ว เมล็ดฟักทองก็ใช้เป็นอาหารว่างได้ด้วย ส่วนในประเทศตะวันตก นิยมนำฟักทองมาเจาะเป็นช่อง มีจมูก ตา แล้วใส่เทียน หรือดวงไฟข้างในเพื่อฉลองในวันฮาโลวีน เรียกว่า แจคโอแลนเทิน' (Jack-o'-lantern pumpkin)
ฟักทองมีกากใยสูง อุดมด้วยวิตามินเอและสารต่อต้านการผสมกับออกซิเจนกับเกลือแร่ และมี “กรดโปรไพโอนิค” กรดนี้ทำให้ทำให้เซลล์
มะเร็งให้อ่อนแอลง


นำมาจาก http://th.wikipedia.org/




สรรพคุณทางสมุนไพรของฟักทอง เนื้อใช้เป็นยาระบายอย่างอ่อน เยื่อภายในผลใช้พอกแก้ฟกช้ำ แก้ปวด ส่วนเมล็ดที่เคี้ยวกันมัน ๆ นั้นใช้เป็นยาขับพยาธิตัวตืด ขับปัสสาวะและบำรุงร่างกาย รากนั้น ในตำราโบราณใช้ต้มดื่มน้ำเป็นยาแก้ไอ
ฟักทองมีคุณค่าทางอาหารสูงมาก หากกินทั้งเปลือกก็จะได้คุณค่าเพิ่มขึ้นอีก มีเบต้า-แคโรทีน ที่ช่วยป้องกันมะเร็ง เนื้อฟักทองสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมความดันโลหิต บำรุงตับ ไต รวม ๆ ก็คือ ช่วยควบคุมสมดุลในร่างกายนั้นเอง
จะกินของหวาน หรือของคาว ก็มีประโยชน์ทั้งนั้น ว่าง ๆ ก็ไม่รู้จะหาของกินเล่นเป็นอะไร ก็ลองเอาฟักทองสักชิ้นมานึ่ง พอสุกก็เอามาจิ้มน้ำตาล หรือจะกินเปล่า ๆ ยิ่งตอนนี้มีคนเอามาอบกรอบกินเล่น ง่ายและดีต่อร่างกายมากกว่าขนมถุงขนมซองไม่รู้กี่เท่า
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
วราภรณ์ วิชญรัฐ, ไม้เลื้อยกินได้, สุรีวิยาสาส์น กรุงเทพมหานคร,2548. 120 หน้า


ประโยชน์ทางยา
ส่วนที่ใช้เป็นยา เมล็ด ราก ขั้ว น้ำมันจากเมล็ด เยื่อกลางผล ยาง
รสและสรรพคุณในตำรายาไทย
เมล็ด รสมัน ขับพยาธิตัวตืด ขับปัสสาวะ บำรุงร่างกาย แก้พิษปวดบวม
ราก รสเย็น ต้มน้ำดื่ม บำรุงร่างกาย แก้ไอ ถอนพิษของฝิ่น ดับพิษสัตว์กัดต่อย
ขั้ว รสเย็น ฝนกับมะนาวผสมใยฝ้ายเผาไฟ รับประทานแก้พิษกิ้งกือกัด
น้ำมันจากเมล็ด รสหวานมัน รับประทานบำรุงประสาท
เยื่อผลกลาง รสหวานเย็น พอก แก้ฟกช้ำ แก้ปวดอักเสบ
ยาง แก้พิษผื่นคัน เริมและงูสวัด

ข้อมูลจาก http://www.thaigoodview.com


คุณค่าทางอาหารและยา ฟักทองมีสารอาหารบำรุงร่างกายมากมาย ที่สำคัญได้แก่ วิตามินบี วิตามินเอ วิตามินซี และธาตุฟอสฟอรัส ซึ่งปัจจุบันวงการแพทย์ ให้ความสนใจสารเบต้าแคโรทีน ที่มีอยู่ในเนื้อสีเหลืองของฟักทอง ที่มีส่วนช่วยลดโอกาสการเกิดมะเร็งได้ หากกินฟักทองทั้งเปลือกจะได้ฤทธิ์ทางยา สามารถกระตุ้นการหลั่งอินซูลินซึ่งชว่ยควบคุมระดับน้ำตาล ในเส้นเลือด ป้องกันการเกิดเบาหวาน ความดันโลหิต นอกจากนี้ยังช่วยบำรุงตับ ไต นัยน์ตา และสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนเซลล์ที่ตายไป เมล็ดฟักทองมีแร่ธาตุฟอสฟอรัส สังกะสีสูง สามารถป้องกันการเกิดนิ่ว และใช้เป็นยาถ่ายพยาธิตัวตืด นอกจากนี้ฟักทองยังมีส่วนช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวพรรณมีน้ำมีนวล เหมาะสำหรับหลังคลอดบุตร ที่ขาดธาตุฟอสฟอรัส และเสี่ยงกับการเกิดหน้าท้องลาย


ส่วนมากเรามักนำฟักทองมาบริโภคเป็นผัก โดยเฉพาะยอดอ่อน ดอกฟักทองและผลอ่อน นำไปลวก ต้ม หรือผัดน้ำมัน จิ้มน้ำพริก รับประทาน หรือนำไปแกงเลียง แกงส้ม ก็ให้รสชาติอร่อยไปอีกแบบหนึ่ง สำหรับผลแก่ปรุงเป็นอาหารคาวเช่น แกงเลียง แกงส้ม แกงอ่อม แกงใส่กะทิ ฟักทองต้มกะทิ แกงเผ็ด เป็นต้น ส่วนอาหารหวาน เช่นฟักทอง แกงบวด ฟักทองเชื่อม ฟักทองสังขยา ฟักทองนึ่งมะพร้าวเกลือ บัวลอยฟักทอง อาหารว่าง เช่น ข้าวเกรียบฟักทอง น้ำฟักทอง ส่วนเมล็ด ฟักทองนำมาอบ หรือคั่วกับเกลือ ทานเป็นของขบเคี้ยว ฟักทองมีสารอาหารบำรุงร่างกายมากมาย ที่สำคัญได้แก่ วิตามินบี วิตามินเอ วิตามินซี และธาตุฟอสฟอรัส ซึ่งปัจจุบันวงการแพทย์ ให้ความสนใจสารเบต้าแคโรทีน ที่มีอยู่ในเนื้อสีเหลืองของฟักทอง ที่มีส่วนช่วยลดโอกาสการเกิดมะเร็งได้

โดย Dr.วัลลภ คุณาธรรม


และสาวไหนที่ชื่นชอบการขัดตัว แต่ไม่อยากเข้าสปา เพราะขี้เกียจเดินทางหรือเกี่ยงกับราคาที่แสนแพง ลองมาทำเองที่บ้านกันดีกว่า เริ่มจากนำ เนื้อฟักทองสดปอกเปลือกหั่น 1 ถ้วย นมสด 1/2 ถ้วย และน้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ ปั่นส่วนผสมให้เข้ากัน นำมาทาทั่วเรือนร่าง ทิ้งไว้ 20 นาที ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นเช็ดออก เน้นถูไปมาบริเวณหยาบกร้าน ทำสัปดาห์ละครั้ง เป็นการกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทนได้ครับ โดยข้อมูลจาก http://www.komchadluek.net/


ประโยชน์ด้านอาหาร
มีกากใยมากพอสมควร
ช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น และไม่ทำให้อ้วน เพราะมีแคลอรีไม่สูงมาก
ผู้ต้องการมีรูปร่างสวยงามควรบริโภคเป็นประจำ
ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนังทำให้ผิวพรรณมีน้ำมีนวล
เนื้อในของผลฝักทองจะมีสาร carotenes อยู่ ซึ่งสารนี้เมื่อเข้าไปในร่างกาย จะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ ไม่ว่า จะอยู่ในรูปของคาวหรือของหวาน เป็นอาหาร เสริมสุขภาพได้เป็นอย่างดี และบำรุงสายตาดีอีกด้วย
เหมาะสำหรับสตรีหลังคลอดบุตร เนื่องจากขาดธาตุฟอสฟอรัสและที่สำคัญเสี่ยงกับการเกิดหน้าท้องลาย มีฤทธิ์อุ่น ช่วยย่อยอาหาร ทำให้กระเพาะอุ่น บำรุงกำลัง ลดอาการอักเสบ แก้ปวด


ข้อควรระวัง คนที่กระเพราะร้อน (คือมีอาการกระหายน้ำ ปากเหม็น หิวง่าย ปัสสาวะเหลือง ปัสสาวะน้อย ท้องผูก ถ้าร้อนมากขึ้นไปอีก อาจพบแผลในช่องปาก ปากเปื่อย เหงือกบวมแดง ชอบทานน้ำเย็น) ไม่ควรกินฟักทองให้มาก เพราะฟักทองจัดเป็นยาร้อน แม้คนปรกติเอง ถ้ากินครั้งเดียวมาก ๆ ก็อาจจะทำให้มี อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ไม่สบายท้องได้ ที่มา http://www.vttradio.com/vtt/newsdetail.php?news_id=1395


ในเนื้อฟักทองสด 100 กรัม จะมีคุณค่าทางอาหาร ดังนี้
โปรตีน
1.63
ไขมัน
0.2
กากใย
0.88
คาร์โบไฮเดรต
10.1
วิตามินเอ
2,220
หน่วยสากล
พลังงาน
48.7
กิโลแคลอรี
ซึ่งจะเห็นว่า ฟักทองเป็นพืชผักที่มีกากใยมากพอสมควร ช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น และไม่ทำให้อ้วน เพราะมีแคลอรีไม่สูงมาก ผู้ต้องการมีรูปร่างสวยงามควรบริโภคเป็นประจำและฟักทองยังมีวิตามินสูง ซึ่งช่วยบำรุงผิวพรรณและสายตาอีกด้วย


ลักษณะทางพฤษศาสตร์

ฟักทองเป็นพืชผักที่มีลำต้นทอดและเลื้อยไปตามพื้นดิน เช่นเดียวกับแตงโม มีดอกสีเหลือง ทั้งตัวผู้และตัวเมียจะแยกกันแต่อยู่ในต้นเดียวกัน ดังนั้น จึงต้องการช่วยผสมเกสร โดยวิธีธรรมชาติ เช่น ลมพัด หรือมีแมลงผสมเกสร หรือผู้ปลูกช่วยผสมเกสรเพื่อการติดผล
เป็นไม้เถาอ่อน มีขนสากมือ มีหนวดสำหรับเกี่ยวพันทอดไปตามพื้นดิน จึงต้องการเนื้อที่ปลูกมากกว่าพืชผักอื่นๆ เป็นพืชใบเลี้ยงคู่ที่มีอายุปีเดียว (ฤดูเดียว) เมื่อให้ผลแล้วก็ตายไป
มีหลายพันธุ์ทั้งแบบต้นเลื้อยและเป็นพุ่มเตี้ย พันธุ์เบามีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 50-60 วัน ส่วนพันธุ์หนักมีอายุตั้งแต่หยอดเมล็ดจนติดผลอ่อน 45-60 วันและให้ผลแก่เมื่อ 120-180 วัน โดยทยอยเก็บผลได้หลายครั้งจนหมดผล


พันธ์ของฟักทอง

มีพันธุ์พื้นเมืองหลายพันธุ์ เรียกตามลักษณะของผล เช่น พันธุ์ข้องปลา จะมีลักษณะของผลคล้ายข้องปลา, พันธุ์ผลมะพร้าว จะมีลักษณะผลคล้ายมะพร้าว เป็นต้น
พันธุ์ดำ เมื่อแก่เปลือกจะมีสีเขียวเข้มอมดำ เปลือกจะขรุขระเป็นปุ่มปม คล้ายผิวคางคก (บางทีก็เรียกพันธุ์คางคก) ก้นของผลยุบเข้าไปในผล ทำให้ปอกเปลือกยาก แต่เป็นพันธุ์หนักผลโต
พันธุ์น้ำตก ผิวจะไม่ค่อยขรุขระนัก ก้นของผลจะนูนออกมา ทำให้ปอกเปลือกง่าย ผลเล็กกว่าพันธุ์ดำเล็กน้อย
พันธุ์ฟักทองนี้ จะมีชื่อเรียกแต่ละท้องถิ่นไม่เหมือนกัน มีขนาดรูปร่างสีเปลือก ผล และเนื้อก็แตกต่างกันไป พันธุ์เบาให้ผลเล็ก อายุเก็บเกี่ยว 120-180 วัน โดยทยอยเก็บผลได้เรื่อยๆ 4-5 ครั้ง ต้นหนึ่งๆ จะให้ผลได้ 4-5 ผล หรือมากกว่าถึง 7 ผล กรณีท่านต้องการจะทำการปลูกไว้เป็นไม้ประจำบ้าน เพื่อเอาไว้เป็นผักคู่ครัวสามารถทำตามได้ดังนี้ครับ


การปลูกและดูแลรักษา

ดิน ปลูกได้ในดินแทบทุกชนิดที่มีการปลูกผัก ชอบดินร่วนปนทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ดี และมีการระบายน้ำดี มีค่าความเป็นกรด-ด่างของดินระหว่าง 5.5-6.8 (ชอบดินเป็นกรดเล็กน้อย) ชอบอากาศแห้ง ดินไม่ชื้นแฉะ และน้ำไม่ขัง
ฤดูปลูก ส่วนมากจะเริ่มปลูกในช่วงเดือนกุมภาพันธุ์-มีนาคม หรือหลังฤดูทำนา แต่สามารถได้ดีในปลายฤดูการปลูกฟักทองคล้ายๆ กับแตงโม ควรขุดไถดินลึกประมาณ 25-30 ซม. เพราะเป็นพืชที่มีระบบรากลึก ควรตากดินทิ้งไว้ 5-7 วัน เพื่อฆ่าเชื้อโรคและวัชพืชได้บ้าง ควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก เพื่อปรับปรุงสภาพดินให้ร่วนซุย และเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ดิน แล้วจึงย่อยพรวนดินให้ร่วนซุยเก็บเศษวัชพืชต่างๆ ออกจากแปลงให้หมด
การปลูก พันธุ์ที่มีลำต้นเลื้อยและให้ผลใหญ่ ใช้เนื้อที่ปลูกมาก โดยใช้ระยะปลูก 3x3 เมตร
พันธุ์ที่มีทรงต้นพุ่ม ให้ผลขนาดเล็ก ใช้ระยะปลูก 75x150 ซม. (พันธุ์เบา)
ใช้วิธีหยอดหลุมปลูก หลุมละ 3-5 เมล็ด ลึกประมาณ 3-5 ซม. แล้วกลบหลุม ถ้ามีฟางข้าวแห้ง ให้นำมาคลุมแปลงปลูก เพื่อรักษาความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหน้าดิน และเมล็ดพันธุ์จะงอกเป็นต้นกล้า ตั้งตัวได้เร็วการหยอดหลุมปลูกในแปลง จะได้ต้นกล้าที่แข็งแรง และโตเร็วกว่า การย้ายกล้าจากถุงมาปลูก หากหลุมใดไม่งอก แม้จะนำมาปลูกซ่อม ก็จะเจริญไม่ทัน แต่หากว่างไว้ จะกินเนื้อที่ว่างมาก ควรปลูกซ่อม แต่จะเก็บผลได้ช้ามากฝน และต้นฤดูหนาวคือช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม และปลูกได้ดีที่สุดคือช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธุ์

เมื่อต้นกล้างอกจะมีใบจริง 2-3 ใบแล้ว ควรถอนแยกต้นที่ไม่สมบูรณ์ทิ้งไป เหลือต้นที่สมบูรณ์แข็งแรง เหลือหลุมละ 2 ต้น และรดน้ำทุกวัน
เมื่อต้นกล้าเจริญจนไม่มีใบจริง 4 ใบ ช่วงนี้ให้ใส่ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟตหรือปุ๋ยผัก (21-0-0) ละลายน้ำแล้วใช้รดต้นฟักทอง ต้องรดน้ำทุกวัน
เมื่อฟักทองเริ่มออกดอก ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 (หรือสูตรใกล้เคียงกัน เช่น 13-13-27 หรือ 14-14-21) โรยรอบๆ ต้นแล้วรดน้ำตามและใส่ปุ๋ยอีกครั้งเมื่อฟักทองเริ่มติดผลอ่อน
พันธุ์ฟักทองที่เป็นพันธุ์หนักให้ผลโต อายุเก็บเกี่ยวยาวนาน ดังนั้นการใส่ปุ๋ยให้ฟักทองพันธุ์หนักควรใส่มากกว่าพันธุ์เบา
การรดน้ำต้องรดน้ำทุกวัน จนคะเนว่าอีก 15 วัน จะเก็บผลแก่ได้ จึงเลิกรดน้ำ

ควรทำในระยะแรก เพื่อให้ดินร่วนซุยและโปร่ง พอต้นฟักทองมีใบปกคลุมดินแล้วก็ไม่ต้องกำจัดวัชพืชเมื่อดอกฟักทองกำลังบานให้เลือกดอกตัวผู้ เด็ดมาแล้วปลิดกลีบดอกออกให้หมด นำไปเคาะละอองเกสรตัวผู้ให้ตกลงบนดอกตัวเมีย ถ้าติดผลจะให้ผลอ่อน ถ้าไม่ติดผลดอกตัวเมียจะฝ่อไป วิธีนี้เรียกว่า "การต่อดอก"


ฟักทองเป็นพืชผักที่แมลงไม่ค่อยชอบทำลายเมื่อผลแก่เก็บเกี่ยวไว้เลยโดยสังเกตสีเปลือก สีจะกลมกลืนเป็นสีเดียวกัน ไม่แตกต่างกันมากนักดูนวลขึ้นเต็มทั้งผล คือมีนวลขึ้นตั้งแต่ขั้วไปจนตลอดก้นผล แสดงว่าแก่จัดการเก็บควรเหลือขั้วติดไว้ด้วยสักพอประมาณเพื่อช่วยให้เก็บรักษาได้นานขึ้นสามารถเก็บผลไว้รอขาย หรือบริโภคได้นานๆ โดยไม่ต้องใส่ตู้เย็น
จะทยอยเก็บผลได้ 5-6 ครั้ง เก็บได้เรื่อยๆ ถ้าปลูกเดือนกุมภาพันธ์จะเก็บผลได้ในเดือนมิถุนายน (พันธุ์หนัก) ทยอยเก็บไปได้เรื่อยๆ จนเดือนกรกฎาคม ต้นหนึ่งถึง 5-7 ผล 1 ไร่ ให้ผลผลิตประมาณ 1-1.5 ตัน ถ้าดูแลรักษาใส่ปุ๋ยดีจะให้ถึง 2 ตัน (น้ำหนักสด) ถ้าพันธุ์เบา ปลูกได้ 50-60 วัน ก็เก็บผลได้
การเกิดโรค
1. โรคเถาเหี่ยว (เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย)
ลักษณะคือใบในเถาจะเหี่ยวลงทีละใบ เมื่อเหี่ยวจากปลายเถามาโคนเถาแล้ว จะเหี่ยวพร้อมกันหมดทั้งต้น ถ้าเอามีดเฉือนเถาที่เหี่ยวดูตามความยาวจะเห็นว่า กลางลำต้นในเถาฉ่ำน้ำมากกว่าปกติ เชื้อแบคทีเรียนี้จะอาศัยอยู่ในตัวแมลงเต่าแตง เมื่อแมลงเต่ามากัดกินใบ จะนำเชื้อนี้เข้าสู่ต้นฟักทองและเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างรวดเร็ว
การป้องกันกำจัด ใช้สารเคมีเซพวิน 85 อัตรา 20-30 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร (ห้ามใช้เกินจะทำให้ใบใหม้) ฉีดพ่นแมลงเต่าที่เป็นพาหะนำโรคเถาเหี่ยว โดยฉีดพ่นเมื่อต้นกล้าแข็งแรง พ่นทุก 5-7 วัน จนฟักทองเริ่มทอดยอด
2. เพลี้ยไฟ
เป็นแมลงขนาดเล็กมาก ตัวอ่อนจะมีสีแสด ตัวแก่จะเป็นสีดำตัวขนาดเท่าปลายเข็มจะดูดน้ำเลี้ยงที่ยอดอ่อนและใต้ใบอ่อน ทำให้ยอดหดสั้นปล้องถี่ ยอดชูตั้งขึ้น หรือเรียกว่า โรคยอดตั้ง (ไอ้โต้ง) ถ้าพึ่งเริ่มเป็นใหม่ๆ แล้วมีฝนตกมาหรือให้น้ำทั่วถึงเพลี้ยไฟจะหายไป



การป้องกันทางธรรมชาติ
1. ปลูกมะระล้อมไว้สัก 2 ชั้น แล้วจึงปลูกฟักทอง เพราะมะระจะต้านทานเพลี้ยไฟได้ดี หรือปลูกมะระแซมในแปลงที่ปลูกฟักทอง
2. เพลี้ยไฟชอบระบาดในฤดูแล้ง ถ้ามีฝนมาจะหายไป เมื่อเพลี้ยไฟเข้าทำลายใช้แลนเนท หรือไรเนต หรือพอสซ์ ฉีดพ่นทุก 5-7 วัน ถ้าระบาดมากฉีดพ่น 3-5 วัน โดยงดพ่นก่อนเก็บเกี่ยว 15 วัน
ข้อมูลจาก ถวัลย์ นวลักษณกวี ประพันธ์
http://www.doae.go.th/library/html/detail/pumpkin/pumpkin2.htm

ราคาการจำหน่ายฟักทองในปัจจุบัน
ราคา กก.ละ 15 -20 บาท ขายปลีก ขายส่ง อยู่ที่ กก.ละ 10-12 บาทครับ
สรุปแล้วเห็นประโยชน์ของผักชนิดนี้แล้วนะครับใครมีที่มีทาง ไม่ได้ทำอะไรก็ลองมาปลูกฟักทองดูเป็นงานอดิเรกครับ แบบเปลี่ยนLook เป็นเกษตรกรดูบ้างก็ได้น๊ะครับเพราะว่าฟักทองปลูกไม่ยาก ครับและท่านสามารถปลูกไว้เล่นที่สวนหลังบ้านไว้เพลินๆได้อีกด้วย และเป็นพืชผักที่มีคุณค่าทางอาหารสูง แล้วยังเป็นยารักษาโรคได้อีกด้วย โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคเบาหวานและมะเร็ง ครับ
สมควรรับประทานเป็นอย่างยิ่ง โดยไม่ต้องไปหาอาหารสุขภาพราคาแพงที่ไหนมาทานให้มากเรื่อง และเป็นการประหยัดงบประมาณค่าใช้จ่ายในการบริโภค ได้มากครับ เราท่านทั้งหลายควรหันมาบริโภคฟักทอง กันให้มากขึ้นด้วยเถอะครับ ถ้าได้วันละมื้อ ได้ยิ่งดีครับ เพราะฟักทองสามารถทำเป็นอาหารได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งอาหารหลัก อาหารเสริม ของขบเคี้ยว ขนม แล้วแต่จะทำกันครับ แค่ต้มใส่เกลือทานกับ นมข้นหวาน ก็อร่อยไม่หยอกแล้วครับ แต่ต้องทานทั้งเปลือกน๊ะครับ จะได้รับคุณค่าทางอาหารสูงขึ้นอีกครับ
หวังว่าท่านผู้อ่านทั้งหลายคงหาฟักทองมาทานกันให้มากครับ จะได้มีสุขภาพแข็งแรง เพื่อได้ต่อสู้และดำเนินชีวิตด้วยสติมากยิ่งขึ้นและเลือกทานอาหารให้มีประโยชน์ต่อรางกายครับ ก็เชื่อได้ว่าท่านไม่ประมาทในการดำเนินชีวิตแล้ว และไดเชื่อว่า มีศิลปะในการดำรงแห่งชีวิตครับ คืออยู่อย่างมีความสุขในโลกนั่นเองครับ

วันศุกร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2552

ลืมแล้วน้ำมันแพง


ประเทศไทย กับ พลัง งาน ทดแทน
กล่าวถึง พลังงาน .”ตอนนี้น้ำมันถูกแล้ว จะพักกันก่อนดีไหม ประเทศไทย พอสบายก็ลืมทุกข์”
พลังงานเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น หลังจากมนุษย์ได้ทำการปฏิวัติทางด้านอุตสาหกรรมขึ้นในศัตวรรตที่ ๒๐ ทำให้เกิดนวัตกรรม การบริโภค นิยมในเวลา ต่อมา ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการผลิตก็คือ พลังงาน ตั้งแต่ ถ่านหิน ที่ใช้ผลิด กระแสไฟฟ้า หรือ การใช้เพื่อเป็นพลังงานสำหรับการเดินทางและการขนส่งปัจัยการผลิตต่างๆ จนกระทั้ง กลายเป็นน้ำมัน ในปัจจุบันนิยม สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจาก สิ่งที่เป็นธรรมชาติ ที่เกิดจากการ สะสมเกาะเก็บ มานับบล้านๆปี ซึ่งอาจจะต้องหมดไปในไม่ช้านี้ สิ่งที่สำคัญที่จะต้องนำมาขบคิดก็คือ พลังงานที่จะนำมาทดแทน ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่สำคัญไม่น้อย ที่ทุกๆประเทศต่างระดม พลังความคิดกัน ขนานใหญ่ ว่าจะใช้อะไรมาเป็นสื่งทดแทนและเป็นสื่งที่ไม่ก่อให้เกิดภาวะมลพิษมากที่สุด ซึ่งต่อมาก็ได้มีการใช้ วิทยาการทางด้านวิทยาศาสตร์เขาร่วมคิด จนพวกเราเห็นจนชินตา ว่าสามารถใช้วัตถุดิบ จากธรรมชาติมาเป็นแหล่งพลังงาน เช่น เอทานอน จาก พืช ดังมี อ้อย เป็นต้น หรือ พลังงานไฟฟ้า จากแสงอาทิตย์ หรือแม้กระทั้งน้ำ แต่ทำไม่เราทราบกันมาตั้งนานว่าเราสามารถทำได้ แต่ไม่มีประเทศใด ที่ทุ่มเท อย่างจริงจัง ที่จะทำให้สิ่งที่เป็นผลังงานเหล่านี้ เกิดขึ้น และใช้ประโยชน์อย่างเต็มรูปแบบที่เห็นการผลิตที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดคงไม่พ้นประเทศ บราซิล ที่ใช้พลังงานทดแทน จากผลผลิตทางการเกษตร ที่ยากจะให้ประเทศเล็กๆกระทำตามได้ โดยแต่ละประเทศต่างใช้ความคิดที่จะลดการนำเข้าน้ำมัน หรือแม้แต่การ ยอมให้เหล่าประเทศผู้ผลิตน้ำมัน เอาเปรียบ อยู่อย่างเดี่ยว โดยการขึ้นราคาน้ำมัน ขูดเลือดชาวโลกมาโดยตลอดซึ่งปัจจุบันหน้าเลือดมากยิ่งขี้น โดยทาง สหประชาชาติเองซึ่ง ทำตัวเป็นศาลของโลกก็ไม่มีปัญญาพอที่จะห้ามประเทศเหล่านี้ไม่ให้ขึ้นราคาโดยความไม่เป็นธรรม ซึ่งเกิดจากสาเหตุใดก็สุดที่จะคาดเดาได้
ประเทศไทยก็เป็นประเทศที่มีผลผลิตทางเกษตรกรรมเพื่อการส่งออกและบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก การแก้ไขปัญหา ในเรื่องพลังงานนั้นเรา สามารถจะกระทำได้ ในหลายรูปแบบ โดย นำเอาแบบ อย่างประเทศอื่น มาเป็นต้นแบบ ( ลอกการบ้าน หมายเหตุ คิดเองไม่ใช้คิดไม่ได้แต่ไม่กล้าคิด) มันสมอง ของประเทศไทย หลังไหล ไปประเทศอื่นหมด เป็นเพราะอะไรพวกท่านก็คงทราบๆกันดี เหล่านักการเมือง ที่มีมันสมองในด้านการโกงกินชั้นเลิศและหน้าตา ไม่เคยเปลี่ยนแปลง คงหาทางแก้ปัญหานี้อย่าง ลงตัวได้ ยากพอสมควร (เพราะอาจจะแบ่งปัญหาหรือ อาจเป็น ตัณหา เหล่านี้กันไม่ลงตัวก็เป็นได้) ประเทศไทยทั้งประเทศ ในไม่เกิน ห้าปี คงจะมีอาการคล้ายคนเป็น อัมพาต ทั้งส่วนบนตั้งแต่ สมอง จน อวัยวะส่วนต่างๆ ซึ่งพวกท่านทั้งหลายก็คงเห็นว่าใน ปัจจุบัน ประเทศไทย ก็คล้ายกับ คนเป็น อัมพฤกษ์ไปแล้วทำอะไรก็ไม่เต็มแรง เต็มเม็ดเต็มหน่วย สมอง ก็เหลือ ครึ่งเดียว ไม่รู้อีกครึ่ง ใครเอาไปคิดแทนแล้ว หรือ อาจเป็นอุจระขึ้นไปแทนที่ก็อาจเป็นได้ อันกลไก ราคาน้ำมันก็พกผันกันเหลือที่จะสามารถคำนวณได้ไม่รู้อะไรต่อมิอะไร ให้เป็นส่วนแบ่งกันมากมาย จนชาวบ้านไม่อยากเอามาคิดกันให้ปวดหัว แค่คิดที่จะมีชีวิตให้ประทังไปวันๆ ก็ยากกันอยู่แล้ว ผู้ซึ่งทำหน้าที่คิดก็คิดกันไม่ค่อยจะออก จนต้องให้ประเทศอื่นเขาคิดให้ เขาว่าอย่างไรก็ว่ากันไป ก็มันคือ (กลไก ของตลาดไง)
ประเทศไทย เราลองมาคิดดูว่า เราจะอยู่ได้หรือไม่โดยการไม่ต้องนำเข้าน้ำมัน ถ้าเราคิดกันเล่นๆว่าโดยให้ทุกๆอำเภอ มีโรงงานผลิด ไบโอดีเซล และ เอทานอน อย่าง ละ หนึ่งโรงเป็นอย่างน้อย โดยแรกเริ่มให้รัฐจัดตั้งโรงงานและจัดให้มีเจ้าหน้าที่ประจำสถานี จัดการควบคุม คุณภาพ และ ทำการวิจัย พืชที่จะให้พลังงานมากที่สุดในพี้นที่ ว่าจะต้องใช้ปริมาณ วัตถุดิบอย่างไร เท่าไร ถึงจะให้เพียงพอต่อความต้องการคน คนในพื้นที่ มากที่สุด และเป็นที่ที่ต้องให้ใกล้กับแหล่งวัตถุดิบ โดยสามารถกระจาย ผลผลิตไปได้อย่างทั่วถึง โดยเกษตรกรขายผลผลิตให้กับทาง โรงงาน ที่มีลักษณะสหกรณ์ ทุกๆคน สามารถเขาร่วมเป็นสมาชิกในองค์กรได้ ขายได้กำไร ก็แบ่งกัน เงินทอง ก็อยู่กันในพื้นที่ โดยเมื่อแต่ละพื้นที่เริ่ม มีกำไรจากการผลิตแล้ว รัฐจึงเริ่มดำเนินการเก็บภาษี ในรูปแบบที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งจะเห็นได้ว่า ชาวไร่ชาวนาจะได้ผลประโยชน์ จากการสร้างงาน สร้างอาชีพ เป็นเพิ่มราคาให้ผลผลิต ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งไม่ต้องคิดอะไรให้มากเรื่อง ท่านทั้งหลายคงจะเห็น ตัวอย่าง จากร้านเก็บเศษเหล็ก หรือ ร้านรับซื้อ ของเก่า ซึ่งก็มีลักษณะการ จัดการที่คล้ายกัน ในขั้นตอนสุดท้าย ก็จะได้ โลหะ ทีหลอมแล้ว รีดเป็นโลหะแผ่นที่จะนำมาใช้ทำประโยชน์ได้อีกนั้นเอง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้อยู่ที่เราไม่มีความสามารถหรือทำไม่ได้ แต่แท้จริงอยู่ที่ความจริงใจที่ต้องการแก้ปัญหามากกว่า หรือฝ่ายผู้ใหญ่ภายในบ้าน ที่ชื่อว่าประเทศไทยหลังนี้ มีความนัย ที่ไม่สามารถจะแก้ปัญหาเหล่าได้ โดยมีปัจจัยต่างๆ จากหลายมุ่ง หลายม่าน เขามาบังความคิด ทำให้หูมืดตามัว จนไม่สามารถ ที่จะแก้ปัญหาต่างๆ แม้กระทั้งการริเริ่มก็ยังคลุมเครือ
ถ้าจะทำกันอย่างจริงจังให้ภาครัฐดำเนินการทดสอบจัดหารถยนต์ของภาคราชการที่จะมีการจัดหาใหม่ โดยให้ดำเนินการออกกฎระเบียบที่รุนแรงและเข้มกว่าเดิมในการจัดหารถยนต์ไว้ใช้ภายในประเทศ จะต้องใช้ผลังงานได้มากกว่าหนึ่งรูปแบบ และต้องเป็น รถยนต์ที่ประหยัดผลังงาน โดยต้องเป็นรถยนต์ที่ประเทศไทยผลิต เองได้ และใช้แบรนเนม ของไทยบ้างเป็นการ ผูกขาดโดยเน้นคุณภาพต้องดีกว่าภาคเองชน ซึ่งภาครัฐต้องทำให้ได้เป็นตัวอย่าง ประเทศไทยจะได้ชื่นหน้าชูตา ได้ว่าเป็นประเทศหนึ่งที่มีรถยนต์คุณภาพดีผลิตได้เอง และใช่เองภายในประเทศ ซึ่งต่อไป สามารถใช่ได้กับรถยนต์โดยสาร (แท็กซี่)จะเห็นตัวอย่างเช่นประเทศอังกฤษเป็นต้น ประเทศไทยสามารถทำได้อีกมาก แต่จะได้หรือไม่อยู่ที่ผู้บริหารบ้านเมือง มีวิสัยทัศน์กันอย่างไร มีความกล้ากันแค่ไหน ที่จะกระทำกันอย่างจริงจัง ไม่ได้ทำแล้วให้เด็กรุ่นหลังมาด่าตามหลัง ดังโครงการโกงกินเกินมาตรฐาน จนกลายเป็นมหาศิลปะการโกง ที่โผล่กลางกรุงที่เห็นได้ตามชาญชลารถไฟแถวๆดอนเมือง

วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ประเทศไทยกับเผด็จการ


ประเทศไทย ภายใต้ร่ม ธง ขาว แดง น้ำเงิน ไม่เคยให้ อำนาจที่มาจากประชาชน อย่างจริงจัง จากประวัติศาสตร์การรัฐประหาร ๑๘ ครั้ง และ ปัจจุบัน อำนาจ บางส่วนยังอยู่กับคนบางกลุ่ม ที่อยู่นอกเหนือจากหลักการประชาธิปไตย โดยผลที่ได้ในปัจจุบันก็คือ การพัฒนาประเทศไม่เคยต่อเนื่อง ไม่มีการประสานการพัฒนา ทำให้ประเทศมีอาการล้าหลังในด้านการพัฒนาทางความคิดและ การปฏิบัติให้บรรลุถึงเป็นประเทศพัฒนาแล้ว โดยการขาดความสำนึก รักแผ่นดินอย่างจริงใจของเหล่าผู้นำและผู้บริหารประเทศ ซึ่งพวกกลุ่มชนเหล่านี้มิได้คำนึกถึงประโยชน์ชาติโดยรวม แต่ตรงกันข้ามกับคำนึงถึงประโยชน์ของกลุ่มตนเป็นสำคัญ มีการให้การศึกษาและมีการปลุกระดมความคิดที่ผิดๆ ขาดสติปัญญาวิเคราะห์หาเหตุและปัจจัย ทำให้คนในชาติหลงเชื่อ ยึดติดกับความงมงาย จนอยากแก่การรักษา แก้ไข โดยการให้ความสำคัญกับบุคคล มากกว่า การมองหาการแก้ปัญหาด้วยปัญญา ซึ่งมองแล้ว จะเหมือนกับการต้องถอยหลังเข้าคลอง กล่าวคือ ลัทธิที่มีมาดังเดิม คือ การนับถือ ภูเขาบ้าง แม่น้ำบ้าง ต้นไม้บ้าง เป็น เครื่องยึดเนี่ยว โดยลัทธิ ความเชื่อเหล่านี้ได้เสื่อมความนิยมลง หลังจากการมีพระพุทธศาสนา ที่อ้างถึง หลักความเป็นจริงของ ธรรมชาติ ทั้งมวล ไม่ว่าท่านจะ ยิ่งใหญ่ หรือ ด้อยค่า เพียงใด ท่าน ย่อมหนี หลักทางธรรมชาติไม่พ้น ซึ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของ การใช้สติปัญญา ในการแก้ไข ปัญหาด้วยการใช้ความเป็นจริงในการตัดสิน และมีการใช้ระบบการปกครองแบบ หลักการประชาธิปไตย ในการตัดสินใจร่วมกัน และ ใช้หลักนิยมจากความเห็นของส่วนรวมหรือ ความเห็นของคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่ให้ตัดสินใจตามคนส่วนน้อย ซึ่งคนส่วนใหญ่เขาไม่เอาด้วย นั้นเขาเรียกว่า เผด็จการของชนกลุ่มน้อย ไม่ใช่ประชาธิปไตย แสดงว่า คนโบราณในสมัย ๒๕๐๐ กว่าปีเขาเข้าใจในหลักการปกครองแบบประชาธิปไตย มากกว่าประเทศไทยในปัจจุบัน
เราในฐานะคนไทยควรหันมามองปัญหา ในเรื่องความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมาจากปัจจุบันนี้ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร ลองมองหาเหตุผล ว่าทำไมถึงเป็นเช่นนี้ แล้วย้อน มองดูตัวท่านเอง ว่าเป็นอย่างไร มีสติอยู่หรือไม่ อะไรเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ระเมิดการเป็นส่วนตัวของผู้อื่นอยู่หรือไม่ กระทำเหตุให้ตนเองและผู้อื่นเขาเดือดร้อนอยู่หรือไม่ ท่านมีอารมห์ รัก โกรธ และ หลงไหล ไปกับ สื่อมากเกินไปหรือไม่
ท่านทั้งหลายลองตั้งสติ พิจารณา ไตร่ตรอง ดูก่อน ว่าสิ่งที่จะทำลงไปได้ประโยชน์อันดีต่อตัวท่านเองโดยไม่ไปเบียดบังประโยชน์ผู้อื่น และการกระทำเหล่านั้น มันชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ควรตั้งสติในการรับฟังความคิดเห็น ที่มาจากสื่อต่างๆให้มาก ถ้าส่งสัยในเรื่องความเชื่อให้ไปหาหนังสือที่เกี่ยวกับ กาลามสูตร หรือ คลิกได้ตามข้อความนี้ http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%95%E0%B8%A3
ท้ายนี้ขอฝากให้ท่านทั้งหลาย ไตร่ตรอง ความคิด ต่างๆ ก่อนที่ทำการเชือถือ แบ่งฝักแบ่งฝ่าย จนทำให้ ประเทศชาติที่เชื่อว่ามีการปกครองแบบ ประชาธิปไตย มีเพียงแต่ชื่อเท่านั้น

วันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ชาวนาผู้ยิ่งใหญ่


ไร่องุ่นในฝรั่งเศษที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ท้องถิ่น กับ ชาวนาผู้ยิ่งใหญ่ของไทยกับควาย




บทความนี้ขอแสดงความเคารพต่อผู้ยิ่งใหญ่ของประเทศไทยอย่างแท้จริง...........

ชาวนา
ก่อนเสียงนกแว้วร้องกว่าพระอาทิตย์จะทอแสงรุ่ง มีคนกลุ่มใหญ่เตรียมออกไปทำภาระกิจกันแล้วด้วยเครื่องแบบที่มอซอ(เสื้อขาดกางเกงปะแล้วปะอีก) โดยผู้คนเหล่านี้ต่างคนต่างรู้สึกขนขวายมุ่งหน้าสู่ทุ่งสีเขียวขจีสุดลูกหูลูกตา และแล้ววันแห่งการทำนาก็เริ่มขึ้นอีกวันหนึ่ง
ชาวนาไทย
เป็นอาชีพที่คนทั่วไปไม่นิยมส่งลูกหลานที่เรียนหนังสือแล้วมาเป็นกัน หรือว่าเป็นคำอีกคำที่ใช้บอกเด็กที่ขี้เกียจเรียนว่า(ถ้ามึงไม่เรียนมึงอยากจะมาทำนาหรือไง) จนเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงอาชีพที่สังคมให้ค่านิยมที่แตกต่างจากคำว่าครู,หมอ,พยาบาล,ทหาร,ตำรวจ หรือ นักการเมือง ที่ให้ค่าคนที่ทำอาหารหลักให้แก่ประเทศและส่งออกอาหารที่เป็นอันดับหนึ่งของประเทศที่เรียกว่า(ข้าว) โดยนัยแห่งความสำคัญไม่อาจจะแยกออกจากวิถีชีวิตของคนเอเซียได้เลยจนบางทีเข้าลึกจนถึงวัฒนธรรมเลยทีเดียว เช่นบางลัทธิให้มีเทวดาประจำ ที่ต้องกราบไหว้บูชากันทุกๆปี(พระแม่โพสพ)จนถึงศาสนาก่อนสมัยพุทธกาลยังต้องมีพิธีในการให้กำลังใจกับผู้ที่ผลิตข้าวโดยให้กษัตริย์ในแว่นแคว้นมาเป็นประธานประกอบพิธีจนถึงปัจจุบันบางประเทศยังมีการทำพิธีนี้อยู่
คนไทยกับคำว่าข้าว จึงไม่สามารถจะแยกออกจากกันได้ เพราะว่าข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทยที่ทานกันประจำตั้งแต่เกิดจนตายก็ว่าได้ โดยคำว่าอาหารแถบไม่ค่อยได้ออกปากจากคนไทย ถ้าถามว่าทานอะไรมาหรือยัง ก็จะถามว่า(กินข้าวมาหรือยัง)เป็นต้น ข้าวเป็นส่วนประกอบสำคัญของทุกประเพณีของคนไทยมาแต่เดิม เช่นการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็จะใช้ข้าวมาเป็นส่วนประกอบร่วมอยู่ด้วย

คนไทยกับคำว่าชาวนา
คำจำกัดความของ สารานุกรมเสรีให้ไว้ว่า ชาวนา คืออาชีพทางเกษตรกรรม ในประเทศไทยมักมีความหมายถึงอาชีพปลูกข้าวเป็นหลัก ชาวนาในประเทศไทยนับว่าเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่สุด เพราะข้าวเป็นอาหาร หลักของคนไทย อาชีพทำนาเป็นอาชีพดั้งเดิมของคนไทย ที่สืบทอดมายังอนุชนรุ่นหลัง โดยส่วนใหญ่แล้วชาวนาจะใช้ชีวิตอยู่โดยสงบเงียบในชนบทการทำงานของชาวนาจะเริ่มทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำตลอดทั้งปี เพราะหลังจากฤดูกาลเก็บเกี่ยวประจำปีแล้ว พวกเขาก็จะเริ่มปลูกข้าวนาปรัง หรือพืชเศรษฐกิจอื่นๆ ต่ออีก หรือไม่ก็เลี้ยงปศุสัตว์หรือสัตว์อื่น ๆ เสริม เช่น ปลา และ เป็ด เป็นตัน โดยปกติปลาจะอาศัยอยู่ตามธรรมชาติในนาข้าว ดังนั้น ต้นกล้าและปลาจะเติบโตไปพร้อม ๆ กัน ส่วนใหญ่ข้าวจะปลูกกันมากในภาคกลาง ซึ่งจนถึงกับบางครั้งคำเรียกภาคกลาง ว่า "อู่ข้าวอู่น้ำ" ของเอเซีย

จากคำจำกัดความนี้ สะท้อนถึงงานอันหนักยิ่ง กว่าชาวนาจะได้ข้าวมาแต่ละเมล็ดต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจกันอย่างมาก ซึ่งอาชีพนี้ไม่ได้ทำการขดโกงใคร และ ยืนอยู่ได้บนลำแข่งของตัวเองอย่างแท้จริงมาตั้งแต่บรรพบุรุษ แต่ปัจจุบันความสำคัญของชาวนากลับเป็นเพียงลักษณะที่คนทั้วไปที่เห็นว่าเป็น คนจนๆ ใส่เสื้อผ้าขาดๆ โทรมๆ เป็นหนี้ ขี้โรค ไม่มีความรู้ ต่ำต้อยเพียงดิน โดยพวกเขาต่างไม่ตอบโต้และยังคงทำนาเรื่อยมาอย่างไม่ลดละ เอาหลังสู่ฟ้าเอาหน้าสู่ดิน จนรัฐบาลในอดีตยกย่องชาวนาว่าเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ ซึ่งได้ผ่านกาลเวลามาหลายยุคหลายสมัย และสามารถทนต่อภาวะวิกฤติต่างๆในอดีตโดยไม่สนกับผลกระทบทางเศรษฐกิจอันใด ตราบใดที่ยังมีน้ำไว้หล่อเลี้ยงชาวนาก็ยังสามารถสร้างผลผลิตไว้ให้สำหรับประชากรในประเทศได้อย่างพอเพียงเสมอ และยังเหลือส่งไปขายทำรายได้เข้าประเทศเป็นเงินจำนวนมหาศาลอีกด้วย แต่ยังมีข้อส่งสัยที่ว่าทำไมพวกเขาเหล่านี้ยังจนอยู่เหมือเดิมทั้งๆที่ผลผลิตของพวกเขาทำรายได้หลักเข้าประเทศทุกๆปี มีอะไรที่มากไปกว่ายี้ปั๊วซาปั๊ว ที่รับซื้อข้าวต่อจากชาวนาหรือไง ทำไมชาวนาถึงไม่รวมตัวกันขายข้าวเสียเอง คนที่รวยไม่ได้ทำนา คนที่ทำนาไม่ได้รวย มันเกิดอะไรขึ้นกับชาวนาไทยที่ถูกซ้ำเติมให้เป็นคนจนหนักลงเข้าไปอีก นี้เป็นข้อสงสัย ที่ยังต้องการคำตอบ หรือผู้ยิ่งใหญ่ในประเทศไทยเขาต้องการให้เป็นแบบนี้ นั้นก็ยากที่จะเดาได้

ในทางกลับกันจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อ มีนักเรียนนักศึกษาที่จบ ปริญญาตรี ปริญญาโท เพื่อมาเป็นชาวนา ล่ะ จากปัจจุบันประเทศไทยส่งออกข้าวเป็นอันดับ ที่ ๖ ของโลกในขณะที่ชาวนายังเป็น คนจนๆ ที่ถูกสังคมไทยดูถูกว่าต่ำต้อย ไร้การศึกษา แต่ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงโดยการพัฒนาการผลิตจากคนรุ่นใหม่ที่ใช้ความรู้บวกปัจจัยในการผลิตที่มาจากบรรพบุรุษจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า ปัญญาชนชาวนา ที่สามารถใช้เครื่องมือในการทำงานวิเคราะห์หาข้อมูลแก้ไขได้โดยใช้เทคโนโลยีในปัจจุบันทำให้เป็นระบบการจัดการ ที่เน้นการพัฒนาชุมชน และการกระจายสิ้นค้าแบบเน้นการตลาด บวกภูมิปัญญาดังเดิม โดยมีตัวอย่างที่น่าสนใจเช่นในประเทศฝรั่งเศส แต่ละเขตของประเทศเขาจะมีของที่ระลึกที่มาจากธรรมชาติเช่นไวน์จากองุ่นในไร่ ที่มีรสชาติต่างจากอีกเขตหนึงที่มีรัศมีการเดินทางไม่ถึง สามสิบ กิโลเมตร ผมยังเห็นด้วยกับนโยบายของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณฯในเรื่อง นโยบาย หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ว่าถ้าใช้ภูมิปัญญาต่อเติมจากของที่เรามีอยู่แล้วจะเกิดสิ่งใหม่และสามารถสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจต่อชุมชน อีกทางหนึ่ง

ในส่วนตัวผมคิดว่า สังคมชาวนายังขาดผู้ที่มีความรู้มาเป็นส่วนร่วมในการผลิตและต่อยอด การพัฒนาในการเพิ่มมูลค่าการผลิต ต่อพื้นที่ที่มีจำนวนเท่าเดิม และการกระจายผลผลิตส่งตลาดโดยตรงทั้งในและต่างประเทศ โดยมีลักษณะในการผลิตที่เป็นแบบออแกนิคมากขึ้นและเน้นสุขภาพให้กับผู้บริโภคเป็นสำคัญ โดยผลิตภัณฑ์ไม่จำเป็นต้องเป็น ข้าวอย่างเดียว อาจแปลรูปเป็นสิ่งของอุปโภคอื่นๆได้เช่น น้ำยานวดผมที่ทำจากน้ำนมข้าวเป็นต้น

ท้ายนี้ขอสดุดีชาวนาไทยและบทความนี้ขอแสดงความเคารพต่อผู้ยิ่งใหญ่ของประเทศไทยอย่างแท้จริง...........ชาวนา
ตาแป้น
จำกัดความของข้าวและที่มาพร้อมทั้งรายละเอียดข้อมูล จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ข้าว เป็นพืชล้มลุกตระกูลหญ้าที่สามารถกินเมล็ดได้ ถือเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวเช่นเดียวกับหญ้า ต้นข้าวมีลักษณะภายนอกบางอย่าง เช่น ใบ กาบใบ ลำต้น และรากคล้ายต้นหญ้า ในประเทศไทย ข้าวหอมมะลิมีสายพันธุ์ในประเทศและเป็นที่นิยมไปทั่วโลก
พันธ์ของข้าว

ข้าวที่นิยมบริโภคมีอยู่ 2 สปีชีส์ใหญ่ๆ คือ
Oryza glaberrima ปลูกเฉพาะในเขตร้อนของ
แอฟริกาเท่านั้น
Oryza sativa ปลูกทั่วไปทุกประเทศ ข้าวชนิด Oryza sativa ยัง แยกออกได้เป็น
indica มีปลูกมากในเขตร้อน
japonica มีปลูกมากในเขตอบอุ่น
Javanica
ข้าวที่ปลูกใน
ประเทศไทยเป็นพวก Indica ซึ่งแบ่งออกเป็นข้าวเจ้าและข้าวเหนียว นอกจากนี้ ข้าวยังได้ถูกมนุษย์คัดสรรและปรับปรุงพันธุ์มาโดยตลอดตั้งแต่มีประวัติศาสตร์การเพาะปลูก ข้าวในปัจจุบัน จึงมีหลายหลายพันธุ์ทั่วโลกที่ให้รสชาติและประโยชน์ใช้สอยต่างกันไป พันธุ์ข้าวที่มีชื่อเสียงระดับโลกของไทย คือ ข้าวหอมมะลิ


ลักษณะที่สำคัญของข้าวแบ่งออกได้เป็นลักษณะที่เกี่ยวกับการเจริญเติบโต และลักษณะที่เกี่ยวกับการขยายพันธุ์ ดังนี้
ลักษณะที่เกี่ยวกับการเจริญเติบโต
ลักษณะที่มีความสัมพันธุ์กับการเจริญเติบโตของต้นข้าว ได้แก่ ราก ลำต้น และใบ
รากเป็นส่วนที่อยู่ใต้ผิวดิน ใช้ยึดลำต้นกับดินเพื่อไม่ให้ต้นล้ม แต่บางครั้งก็มีรากพิเศษเกิดขึ้นที่ข้อซึ่งอยู่เหนือพื้นดินด้วย ต้นข้าวไม่มีรากแก้ว แต่มีรากฝอยแตกแขนงกระจายแตกแขนงอยู่ใต้ผิวดิน
ลำต้น มีลักษณะเป็นโพรงตรงกลางและแบ่งออกเป็นปล้องๆ โดยมีข้อกั้นระหว่างปล้อง ความยาวของปล้องนั้นแตกต่างกัน จำนวนปล้องจะเท่ากับจำนวนใบของต้นข้าว ปกติมีประมาณ 20-25 ปล้อง
ใบ ต้นข้าวมีใบไว้สำหรับสังเคราะห์แสง เพื่อเปลี่ยนแร่ธาตุ อาหาร น้ำ และคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นแป้ง เพื่อใช้ในการเจริญเติบโตและ สร้างเมล็ดของต้นข้าว ใบประกอบด้วย กาบใบและแผ่นใบ
ลักษณะที่เกี่ยวกับการขยายพันธุ์
ต้นข้าวขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดซึ่งเกิดจากการผสมระหว่างเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย ลักษณะที่สำคัญเกี่ยวกับการ ขยายพันธุ์ ได้แก่ รวง ดอกข้าวและเมล็ดข้าว
รวง รวงข้าว (panicle) หมายถึง ช่อดอกของข้าว (inflorescence) ซึ่งเกิดขึ้นที่ข้อของปล้องอันสุดท้ายของต้นข้าว ระยะระหว่างข้ออันบนของปล้องอันสุดท้ายกับข้อต่อของใบธง เรียกว่า คอรวง
ดอกข้าว หมายถึง ส่วนที่เกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียสำหรับผสมพันธุ์ ดอกข้าวประกอบด้วยเปลือกนอกใหญ่สองแผ่นประสานกัน เพื่อห่อ หุ้มส่วนที่อยู่ภายในไว้ เปลือกนอกใหญ่แผ่นนอก เรียกว่า เลมมา (lemma) ส่วนเปลือกนอกใหญ่แผ่นใน เรียกว่า พาเลีย (palea) ทั้งสองเปลือกนี้ ภายนอกของมันอาจมีขนหรือไม่มีขนก็ได้
เมล็ดข้าว หมายถึง ส่วนที่เป็นแป้งที่เรียกว่า เอ็นโดสเปิร์ม (endosperm) และส่วนที่เป็นคัพภะ ซึ่งห่อหุ้มไว้โดยเปลือกนอกใหญ่สองแผ่น เอ็นโดสเปิร์มเป็นแป้งที่เราบริโภค คัพภะเป็นส่วนที่มีชีวิตและงอกออกมาเป็นต้นข้าวเมื่อเอาไปเพาะ เป็นต้น ข้อมูลภาพและเนื้อหาจาก จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี