วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2551

สังขาร มันคืออะไรแน่?


อนิจัง วัตสังขารา......... สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงนั้นมันไม่เที่ยงน๊ะโยม!

อะไรครับแม่! สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง (ลูกชายถามแม่ ขณะที่พระกำลังสวดพระอภิธรรม ศพของเด็กน้อยลูกสาวของคนข้างบ้านที่ตกน้ำตาย เมื่อสองวันก่อน โดยลูกชายถามแม่ด้วยความฉงนสงสัย ทำไม่ถึงไม่เที่ยงเพราะอะไร ) เออ ก็มันไม่เที่ยงอะสิ ถามได้ ก็พระท่านว่าไม่เที่ยงก็ไม่เที่ยงเองอย่างถามมากเลยว่ะไอ้เปี๊ยก นั่งฟังดีดีไม่ต้องถามมาก เดี๋ยวเป็นบาบ (เฮอ ถามเพราะยากรู้โดนซะแล้ว)

"อุปาธายะวะธรรมมิโน อุปปาชิตวานิรุชชันติ เตสังวูปปาสโมสุขโข" (ญาติโยมทอดผ้าบังสกุล) สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงเป็นธรรมดา การเข้าไปสงบระงับสังขารทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้นเป็นสุขอย่างยิ่ง (ไอ้เปี๊ยกนั้งนิ่งและไม่เข้าใจในคำสวดที่แปลออกมาแล้ว และไม่กล้าถามใครอีกต่อไป เพราะว่าถ้าถามอีกก็จะโดนตวาดอีก เลยเก็บความงง จน เป็นหนุ่มและ ออกบรรพชาเป็น พระภิกษุ จึงได้เห็นแจ้งในความจริงข้อหนึ่งว่า**)

**รูปธรรมที่เราๆท่านๆ สัมผัสด้วยความเคยชิน กันอยู่นี้ แท้แล้วสักว่า เป็นธาตุตามธรรมชาติมารวมกันเท่านั้นหาได้มีสาระ เกาะแก่นอันใดมีประโยชน์ไม่ รอวันที่จะกลับไปเป็นสภาพตามเดิมของเขาอยู่ตลอดเวลา สภาพความเป็น เขา เรา เธอ นางหวาน ตาเผือด ยายจัน ปู่เย็น ที่มีชื่อเหล่านี้ ล้วนเป็นธรรมชาติ ที่รอการดับไป เสื่อมสลายหายไปสิ้น แม้แต่ความทรงจำเมื่อนานวันก็จะมีการเลือนหายไปในที่สุด อาการความคิดเห็นเสียงหรือ คำพูดนิสัย ต่างๆเหล่านี้ ต่างก็ต้องเปลี่ยนไปเสื่อมไปเป็นธรรมดานั้นเอง อาการที่ทนไม่ได้คือการเกาะเกี่ยวหมายถึงการเกาะยึดว่าสังขารเหล่านี้เป็นสิ่งมีเจ้าของ โดยเราเป็นเจ้าของด้วยแล้ว ย่อมเกิดอาการวิตกจริต เมื่อ สังขารเหล่านั้น เปลี่ยนแปลงไป หรือ แตกดับไป เช่นแต่ก่อนผมดำขลับสนิทมาปัจจุบันกลับหงอกร่วงล้านไปตามกาลเวลา ถ่้าผู้นั้นยึดติดและไม่ได้มีสติรับรู้ถึงอาการของธรรมชาติเหล่านี้ ก็จะทุกข์ทรมาณต่อการจากไปเปลี่ยนไปของสิ่งที่ตนเข้าไปเป็นเจ้าของเหล่านั้นนั่นเอง
เราและท่านไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี สส. หรือ ชาวนา ขอทาน จงทราบด้วยว่าไม่มีใครที่จะหนีระบบธรรมชาติพ้น และก็ต้องไปอยู่ ณ เชิงตะกอนเผาผี หรือ จะเลือกเอาป่าช้าก็แล้วแต่ตามใจ ญาติ ท่านเถอะ เงินทองและทรัพย์สมบัติ ที่ได้รวบรวมกันมา นั้นท่านผู้ตายก็เหลือไว้ให้เมียหรือลูกไว้ใช้ หรือถ้าเมียมีสามีใหม่ก็เอาไว้ให้สามีใหม่ใช้ ด้วย ก็แค่นี้แหละ เพราะฉะนั้น ระลึกถึงข้อนี้มั่งจะทำให้ละความโลภของตัวเองไปได้พอควรเหมือนกัน เพราะพวกเราสัตว์ผู้มีปัญญาทั้งหลายก็มีความตายเท่าเทียมกับสัตว์ที่มีปัญญาทรามกว่านั่นเองไม่ได้นอกเหนือหรือว่าใหญ่กว่านี้เลย
ปล.สติคือดวงตา ปัญญาเป็นแสงสว่าง ทำให้เห็นทั้งทิศและทาง ทั้งสว่างและปลอดภัย
หวังดีจาก..................ตาแป้น


ไม่มีความคิดเห็น: